April 2, 2016

London Episode 7: The Maids

"It's easy to be kind, and smiling, and sweet 
when you're beautiful and rich. 
But when you're only a maid? 
The best you can do is to give yourself airs 
while you're doing the cleaning or washing up."

--------------------

ท่ามกลางลิสต์ละครเวทีมากมายที่เล่นอยู่ในย่าน West End จะมีอยู่บางเรื่องที่ใช้นักแสดงชื่อดังเป็นจุดขาย แน่นอนว่าบทละครต้องดีพอจะดึงดูดผู้ชมอยู่แล้ว แต่การได้นักแสดงที่ผู้คนรู้จักจะยิ่งทำให้โปรดักชันนั้น ๆ โดดเด่นเป็นที่สนใจยิ่งขึ้น

สำหรับหนอ The Maids เป็นละครเวทีเรื่องนั้น และด้วยการกำกับของอัจฉริยบุคคลแห่งวงการละครเวทีอังกฤษอย่าง เจมี ลอยด์ (Jamie Lloyd) แล้ว มีแต่จะทำให้การแสดงของ อูโซ อาดูบา (Uzo Aduba) จาก Orange Is the New Black ทรงพลังขึ้นกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้ เคยมีนักแสดงชื่อดังรับบทสาวใช้ใน The Maids มาแล้ว นั่นก็คือ "เจ้าป้า" เคต บลานเชตต์ (Cate Blanchett) ในโปรดักชันของออสเตรเลีย ที่คราวนั้นใช้นักแสดงผิวขาวล้วน แต่มาคราวนี้โปรดักชันของ The Jamie Lloyd Company เลือกที่จะใช้นักแสดงผิวสี 2 คน เป็นสาวใช้ ขณะที่บทเจ้านายตกเป็นของนักแสดงผิวขาวจาก Downton Abbey - ลอรา คาร์ไมเคิล (Laura Carmichael)

The Maids เป็นผลงานการเขียนบทของ ฌอง เชเนต์ (Jean Genet) ถูกนำมาเล่นครั้งแรกเมื่อปี 1947 และทำเป็นหนังเมื่อปี 1974 ซึ่งความเข้มข้นอยู่ตรงที่ทั้งเรื่องมีตัวละครแค่ 3 ตัว และในโปรดักชันล่าสุดนี้ การทำเวทีให้เปิดโล่ง 360 องศา ไม่มีม่านปิดกั้นใด ๆ ระหว่างผู้เล่นและผู้ชม ก็ยิ่งทำให้ The Maids เวอร์ชันนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก


Trafalgar Studios ตั้งอยู่บนถนน Whitehall ซึ่งแต่เดิมก็เคยใช้ชื่อโรงละครตามชื่อถนนด้วย (Whitehall Theatre) จนกระทั่งมาเปลี่ยนเมื่อปี 2004 หลังจากที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1930

โรงละครของที่นี่แบ่งออกเป็น Studio 1 (380 ที่นั่ง - เล็กมาก) และ Studio 2 (100 ที่นั่ง - เล็กยิ่งกว่า) ภายในแต่ละห้องมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ตอนเข้าไปนั่งรู้สึกอึดอัดกว่าปกติ แต่ก็ให้บรรยากาศอินดี้ไปอีกแบบ ยิ่งพอเห็นเวทีเปิดโล้นโล่งเตียนด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังจะได้ดูต้องมีความเปล่าเปลือยทางอารมณ์สูงมากแน่ ๆ ... ต้องดิบ ต้องถึงแก่น ต้องเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ อะไรงี้


The Maids เปิดเรื่องมาที่สาวใช้ทั้งสองกำลังเล่นบทบาทสมมุติขณะที่เจ้านายไม่อยู่บ้าน ซึ่งบทบาทสมมุติที่ว่านี่คือการนินทานั่นแหละ นินทาและแสดงความเกลียดชังและวางแผนฆ่าไปด้วยในที แต่การจะฆ่าคนคนหนึ่งมันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ? แล้วชีวิตมันย่ำแย่ขนาดไหนถึงต้องใช้การตายของใครสักคนเป็นทางออก?

บทสนทนาที่แหลมคมค่อย ๆ เผยถึงชีวิตของเธอทั้งคู่ รวมถึงลักษณะของเจ้านายสาวที่ยังไม่ปรากฏตัวในฉากด้วย ที่น่าสนใจมากคือ การที่ผู้ชมได้นั่งอยู่รอบเวที มองเห็นทุกอิริยาบถของนักแสดง ทำให้ทีมงานต้องซ่อน "พร็อพ" ไว้ใต้พื้นเวที แล้วให้นักแสดงค่อย ๆ เปิดพื้น-หยิบพร็อพ-เก็บพร็อพกันอย่างแนบเนียนที่สุด ดูแล้วรู้สึกว่าการบล็อกกิ้ง (จัดวางตำแหน่ง) น่าจะยากกว่าการจำบทเสียอีก


ความหดหู่และกดดันเป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากละครเวทีเรื่องนี้ คือดูแล้วรู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจอยู่บ่อยครั้ง ไม่แนะนำให้ดูมากกว่าหนึ่งครั้ง ชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการรับรู้ความรู้สึกแบบนี้บ่อย ๆ

อย่างไรก็ดี The Maids มีจุดเด่นตรงการบอกเล่าอย่างมีศิลปะ การออกแบบเวที และการจัดแสงได้อย่างยอดเยี่ยม เหนือสิ่งอื่นใด อูโซ อาดูบา และ ซอว์ แอชตัน (Zawe Ashton) เล่นฟาดกันไปมาได้แบบไม่มีใครยอมใคร รับส่งกันได้อย่างลงตัวสุด ๆ ทำให้แม้เนื้อเรื่องจะน่าอึดอัดขนาดไหน ก็ไม่สามารถละสายตาจากทั้งคู่ได้เลย




--------------------

"มันง่ายที่จะใจดี ยิ้มแย้ม และอ่อนหวาน
เมื่อคุณทั้งสวยและร่ำรวย
แต่เมื่อคุณเป็นแค่สาวใช้ล่ะ?
ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก็คือปั้นหน้าเป็นผู้ดี
ระหว่างที่ปัดกวาดเช็ดถูให้เขานั่นแหละ"

เพื่อหลีกหนีจากชีวิตที่สุดจะทนนี้
พวกเธอจะลงทุนฆ่าเจ้านายหรือไม่
ด้วยวิธีไหน ลงมือเมื่อไร
แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ

--------------------

The Maids แสดงถึงวันที่ 21 พฤษภาคมนี้เท่านั้น

April 1, 2016

London Episode 6: The Lion King

Nants ingonyama bakithi Ba-ba
Sithi hu ingonyama

คือเนื้อร้องของเพลงประกอบ
หนังเรื่องแรกที่หนอดูซ้ำ

ขอแม่ดูพากย์ไทย
ขอดูทุกเวอร์ชัน

จะให้ไปโรงเพชรรามา
โรงฉายควบที่ไหนก็ได้


ทีนี้ มาดูเวอร์ชั่นล่าสุดที่หนอได้กันบ้าง


ใช่แล้ว นี่คือละครเวที (มิวสิคัล) The Lion King

--------------------

วันนั้นเป็นวันเสาร์ ละครเวทีส่วนใหญ่มีเล่นกัน 2 รอบ เลยตั้งใจไว้ว่าต้องเก็บให้ได้ 2 เรื่องในวันเดียว จะไปทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม

บ่ายวันเสาร์แรกของทริปนี้จึงเป็นเวลาของเรื่องต่อไปนี้... ละครเวทีเรื่องที่สองที่หนอได้ดูที่ West End... จากหนังเรื่องแรกที่เด็กคนหนึ่งเคยชอบจนไม่รู้จะชอบยังไงได้อีก...

ซื้อเทปเพลงประกอบมาฟังจนเทปยานแล้วยานอีก... ฉาก Can you feel the love tonight ก็จิ้นพระนางจนเขินแล้วเขินอีก... (ไม่ใช่รุ่นเราไม่เข้าใจหรอก... จริง ๆ นะ...)


Lyceum Theatre (เดิม) สร้างขึ้นเมื่อปี 1765 (อ่านไม่ผิดหรอก - 251 ปีมาแล้ว) ก่อนจะขยับมาอยู่ตรงที่ตั้งปัจจุบันเมื่อปี 1834 (ก็นานมาแล้วอยู่ดี) เป็นโรงละครขนาด 2,000 ที่นั่ง ซึ่งได้กลายมาเป็นบ้านของ The Lion King ตั้งแต่ปี 1999

หนอเลือกซื้อตั๋วใกล้เวที แต่วิวจำกัด (Restricted View) คือจะโดนบังนั่นเอง ว่าง่าย ๆ จะเสาบัง เวทีบัง อะไรบังก็แล้วแต่ อยากประหยัดเงินต้องไม่บ่นเนอะ

ในเว็บไซต์ขึ้นวิวจากที่นั่งว่าเป็นอย่างนี้
แต่ความจริงเอียงกว่านี้มาก
เห็นแค่ขอบหน้าผานั่น

ละครรอบบ่ายเล่นเวลา 14.30 น. รับบัตรได้ชั่วโมง-สองชั่วโมงก่อนหน้านั้น เปิดให้ผู้ชมเข้าไปในโรงราว 14.00 น. จะเข้าไปซื้อขนม-เครื่องดื่มอะไรก็ตามสะดวก (ทุกโรงละครจะมีบาร์ขนม-เครื่องดื่มไว้รองรับ) คิวเข้าห้องน้ำมักจะยาวมาก ควรจะเตรียมตัวและเผื่อเวลาดี ๆ ต้องดูว่าเรื่องไหนมีพักครึ่ง ไม่มีพักครึ่ง (เรื่องที่ไม่มีพักครึ่งจะแจ้งในตั๋ว และ/หรือแจ้งหน้าโรง)


สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ ผู้ชม The Lion King ไม่ได้มีแค่เด็ก แต่กลับมีหมดทุกเพศทุกวัย คุณลุงคุณป้าควงคู่กันมาดูก็เยอะ ที่มาทั้งครอบครัวก็เยอะ (แต่กลับไม่มีเด็กร้องงอแง/โวยวายใด ๆ แม้แต่น้อย) จนโรงละครขนาดใหญ่ดูเล็กไปถนัดตา

พลังของนักแสดง ทั้งนักแสดงนำและตัวประกอบ ถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง/น่าประทับใจที่สุด หนอเชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่เด็กเล็ก) ต้องได้ดูหนังเวอร์ชั่นแรกมาแล้ว ดูมากี่รอบกันก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เห็นบนเวทีตรงหน้ากลับดูสดใหม่อยู่ตลอด ตรึงคนดูให้อยู่กับแต่ละฉากได้ดีเยี่ยม

การเต้นคอมเทมโพรารีดูจะเป็นวิธีสื่อสารหลักของนักแสดงต่อผู้ชม เราจะเห็นนักแสดงหน้าเดิม ๆ เปลี่ยนชุดเป็นตัวนั้นที ตัวนี้ที เดี๋ยวเป็นละมั่ง เดี๋ยวเป็นเสือ เดี๋ยวเป็นหญ้า (ไม่ได้โม้นะ นี่คืออยู่ใกล้จนเห็นหน้าคนที่เล่นเลยล่ะ)


พอถึงช่วงที่ซิมบา (ตัวเอก) โตเป็นผู้ใหญ่ ฉากแรกที่ตื่นตะลึงมากคือตอนที่นักแสดงเริ่มพูด เพราะเนื้อเสียงดีมาก ทั้งตอนที่ร้องเพลงและไม่ได้ร้องเพลง ทำให้คิดไปว่า นักแสดงตัวจริงคงต้องเป็นแบบนี้สินะ ไม่สิ นักแสดงที่ผ่าน "การฝึก" ของที่นี่ เป็นแบบนี้ทุกคน และนี่คืออีกเสน่ห์ของอังกฤษ... คุณภาพของนักแสดงน้อยใหญ่ (ดัง/ไม่ดัง)



นาลา ตัวเอกฝ่ายหญิง ก็เสียงเพราะไม่แพ้กัน เกิดเป็นความสมดุลระหว่างตัวละครแบบไม่ต้องพยายามมากมาย และทำให้ฉากที่ทั้งคู่ออกมาพร้อมกันน่าดูเป็นพิเศษ มาดูคลิปให้สัมภาษณ์ของเธอกันสักหน่อย...


ด้วยความที่นักแสดงทุกคนรับบทเป็นสิงสาราสัตว์ "การใช้ร่างกาย" จึงเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับ (หรือสำคัญมากกว่า) "การใช้พื้นที่เวที" จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเครื่องแต่งกายและวิธีเคลื่อนไหวร่ายกายของแต่ละตัวละครถูกออกแบบและคำนวณมาอย่างละเอียดจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม The Lion King ไม่ใช่มิวสิคัลที่จะดูซ้ำเรื่อย ๆ ได้เหมือนอีกหลายเรื่อง เพราะมีสิ่งที่เกิดขึ้นมาแรกสุดเป็นมาตรฐานค้ำคออยู่ การสร้างละครเวทีขึ้นตามหลังหนังที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่อุปสรรคโดยตรง แต่การสร้างละครเวทีขึ้นตามหลังหนัง "การ์ตูน" ที่ประสบความสำเร็จต่างหาก ที่ค่อนข้างเป็นปัญหา

การ์ตูนจะสร้างให้เหนือจริงยังไงก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่ The Lion King ฉบับเล่นบนเวทีข้ามไม่พ้น ไม่ว่าโปรดักชันจะ "ว้าว" แค่ไหนก็ตาม แต่ก็นั่นล่ะนะ ถึงแม้จะสรุปได้อย่างนั้น หนอก็ยังอยากจะแนะนำให้คนที่มีโอกาสได้ไปดูสักครั้งอยู่ ไม่ว่าจะโปรดักชันไหนก็ตาม

เพราะความชอบในวัยเด็กมันวัดคุณค่ากันไม่ได้หรอก สิ่งที่ชอบก็คือชอบ สิ่งที่ต้องดูก็คือต้องดู จริงไหม?

March 30, 2016

London Episode 5: High-Rise


"It's an investigation of inequality and Britishness."

- Tom Hiddleston

--------------------

ทริปลอนดอนครั้งนี้ของหนอเป็นทริปตะลุยดูละครเวที ก่อนไปได้จองตั๋วล่วงหน้าไว้ 6 เรื่อง และสุดท้ายก็ได้ไปซื้อตั๋วหน้าโรงอีก 1 เรื่อง กลายเป็นว่า 10 วัน ได้ดูละครเวทีไป 7 เรื่อง แต่นอกจากนั้นยังมีตั๋วสุดพิเศษที่หนอจองไว้อีกก็คือ ตั๋วรอบก่อนฉายจริงทั่วประเทศ (อังกฤษ) ของหนังเรื่อง High-Rise โดยมีเซสชั่นถาม-ตอบกับผู้กำกับ เบน วีตลีย์ (Ben Wheatley) ปิดท้ายให้ด้วย

ก่อนจะเขียนอะไรต่อจากนี้ ขอออกตัวไว้เลยว่าบทความนี้มีสปอยล์ คือถ้ายังไม่ได้ดูก็น่าจะอ่านแล้วงงอยู่บ้าง แต่จะพอเห็นภาพว่าหนังเป็นยังไงมายังไง ถือเสียว่าเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าจะไปดูหรือไม่ก็แล้วกัน เมืองไทยนี่ได้ข่าวว่ากำหนดเข้าฉายคือต้นเดือนพฤษภาคมนี้เอง ไม่นานเกินรอ

สำหรับภาพตัดโปรโมตที่หลายคนให้ความสนใจ (ด้านบน) นั้น บอกเลยว่าในหนังมีอยู่แค่ไม่กี่วินาที ถ้าจะไปดูแค่นี้ไม่น่าจะคุ้ม หรือถ้าใครจะไปดูเพื่อฉากโป๊และฉากเซ็กส์ก็ตามสะดวก (ไม่รู้ของไทยเราตัดออกเยอะมั้ยนะ) แต่เนื้อหาวิพากษ์การเมือง/สังคมแบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบดู... สรุปกันตรง ๆ ว่า High-Rise ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน

คอลัมนิสต์นิตยสาร Total Film แนะนำว่า หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบดู Shivers (ปี 1975) Fight Club (ปี 1999) และ Dredd (ปี 2012) ขณะที่ นิตยสารแจกฟรีของโรงหนังเครือ Picturehouse ก็บอกว่าเหมาะกับคนที่ชอบดูหนังแบบ Sightseers (ปี 2012) Under the Skin (ปี 2013) และ Inherent Vice (ปี 2014)

นายแพทย์ โรเบิร์ต แลง

ชาร์ลอตต์ เมลวิลล์

แอนโธนี รอยัล

ริชาร์ด ไวล์เดอร์

High-Rise เป็นนิยายที่ เจ. จี. บัลลาร์ด (J. G. Ballard) เขียนขึ้นเมื่อปี 1975 กล่าวถึงตึกระฟ้าที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกล้ำสมัย ดึงดูดให้ผู้คนจากต่างที่ต่างถิ่น ต่างฐานะทางสังคม เข้ามาพักรวมกันเป็นสังคมย่อย ๆ มีวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความแตกต่างของคนเหล่านี้บานปลายเป็นความแตกแยก?

ตัวหนังคุมโทนได้สม่ำเสมอดี บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้กระชับรวดเร็ว แต่ถ้าใครไม่ชินกับหนังอังกฤษอาจมีหาวนอนบ้าง เพราะโทนโดยรวมค่อนข้างราบเรียบ ไม่หวือหวาเรียกคะแนนอย่างหนังฮอลลีวูด สำหรับหนอ High-Rise คือหนัง Must-see นะ เพราะหนอโตมาอย่างเด็กรัฐศาสตร์ (วิพากษ์แม่งทุกอย่างในโลก) การได้ดูหนังแบบนี้เป็นการกระตุ้นต่อมรัฐศาสตร์ที่ดี

นี่พยายามไม่สปอยล์แล้วนะ ถัดจากนี้คือสปอยล์ของจริง...


"When I was your age, 
I was always covered in something. 
Mud. 
Jam. 
Failure."

- Dr. Robert Laing

ประโยคข้างต้นมาจากบทพูดของตัวละครเอกของเรื่อง (นายแพทย์ โรเบิร์ต แลง) โดยเขาย้ำว่าเพราะเหตุนี้ทำให้พ่อไม่ค่อยอยู่ใกล้ชิด ไม่ค่อยมายุ่งเท่าไร ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือในหลายซีนหลังจากนั้น แลงมักจะอยู่ในสภาพที่เปื้อนอะไรสักอย่างเสมอ ทั้งยังชอบปกปิดตัวเองด้วยเครื่องแต่งกายตลอดเวลา (เช่น การมีเซ็กส์โดยไม่ถอดเสื้อผ้าในหลายซีน) เหมือนกับว่านี่คือเครื่องมือป้องกันตัวไม่ให้ใครมายุ่ง เพื่อให้เขาสามารถอยู่รอดปลอดภัยใน High-Rise แห่งนี้ต่อไปได้



ที่ว่าอยู่รอดปลอดภัยนี่ก็เพราะบรรยากาศที่ผู้คนในตึกหันมาห้ำหั่นกันเอง ทำให้การใช้ชีวิตแบบปกติเริ่มเป็นไปได้ยาก จนกระทั่งเป็นไปไม่ได้เลย แลงเริ่มนอนไม่หลับ และเข้าสู่วังวนในการต่อสู้แบบเดิม ๆ ทุกวัน



นอกจากแลง ตัวละครที่โคจรอยู่รอบตัวเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ละคนล้วนเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม/โลกแห่งความเป็นจริงทั้งสิ้น การดู High-Rise จึงถือเป็นประสบการณ์ดูหนัง-ตั้งคำถามไปในหัวอย่างไม่รู้จบจริง ๆ



แลงคือตัวแทนของผู้ชม ไม่เพียงแต่เราจะเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องผ่านสายตาแลงเท่านั้น แต่ด้วยความที่แลงเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่พยายามลอยตัวผ่านปัญหาระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง จึงทำให้ผู้ชมพลอยลุ้นไปด้วยได้ไม่ยาก ว่าแลงจะอยู่รอดหรือไม่? แล้วพวกเราเอง (ผู้ชม) จะอยู่รอดหรือไม่?



แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคงไม่หนักหนารุนแรงเท่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง ที่ตัวละครต่างโจมตีกันเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างเต็มปากหรือว่า ทุกคนในโลกปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอารยะ? แล้วความรุนแรงผิดมนุษย์มนาที่เห็นในข่าวทุกวันนี้นี่เล่า?





หลังจากฟาดฟันกันทั้งเรื่อง แลงก็ได้ใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปใน High-Rise ร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ที่รอดมาได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็นำไปสู่คำถามของแฟน ๆ ในโรง ซึ่งหนึ่งในคำถามเหล่านั้นก็มีคำถามที่ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่านักปนอยู่ด้วย



"Why don't they just leave?"
น้องผู้หญิงคนหนึ่งยกมือถาม

นี่มึงดูหนังไม่เข้าใจใช่ปะ?
หนอคิด

จำไม่ได้ว่าผู้กำกับตอบว่า "Because they're happy." หรือไม่ แต่เป็นคำตอบประมาณนี้แหละ ซึ่งน้องผู้หญิงคนที่ถามก็ยังสงสัยต่อไป "Just simply... that?" (เออสิ นี่มึงไม่เข้าใจจริง ๆ ใช่ปะ? - หนอคิด) แล้วผู้กำกับก็ยังยืนยันว่า "Yes." ทำเอาผู้ชมที่เหลือหัวเราะในความห้วนของแก

สิ่งที่หนออยากลุกขึ้นถามน้องคนนั้นกลับไปมากเลยก็คือ "Would you leave the UK?" เพราะนั่นเป็นสิ่งที่หนอตีความได้จากเนื้อเรื่อง (คนอื่นดูอาจไม่คิดอย่างนี้นะ อันนี้เป็นความคิดส่วนตัว)

เอาอย่างนี้นะ ถ้าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วเห็นตึกเป็นตึก ก็จะไม่ได้อะไรจากหนังเลย สำหรับหนอแล้ว ตึกระฟ้าใน High-Rise เป็นตัวแทนของสังคมขนาดใหญ่กว่านั้น จะเป็นชุมชนเมือง จังหวัด หรือประเทศ ก็เอาไปแทนค่าได้หมด ไม่ว่ามันจะพังจนไม่รู้จะพังยังไงแล้ว เราก็ต้องทนอยู่ต่อไป การเดินออกจากสังคมหนึ่ง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ ๆ คิดจะทำก็ทำ

ดูคลิปตัวอย่างนาทีที่ 1:03 - 1:06 ...


"Prone to fits of mania, narcissism and power failure."

Power failure ในที่นี้คือปัญหาไฟฟ้าในตึกดับบ่อย ๆ นั่นแหละ แต่มันจะแค่นั้นหรือเปล่า? หรือ Power ตัวนี้จะหมายถึงขั้วอำนาจ (ที่กำลังจะถูกโค่น - อย่างที่จะเห็นได้ในตอนท้าย ๆ ของหนัง) ด้วย?

หรือการจะทนอยู่ต่อไปในสังคมให้ได้นั้น เราต้องกำจัดขั้วอำนาจที่ไม่ชอบธรรมออกไปให้ได้ด้วย?

และการอยู่รอดเพื่อที่จะทนอยู่ต่อไปในสังคมที่ว่า ก็ต้องใช้วิธีทำตัวให้ "เปรอะเปื้อน" อะไรสักอย่างเหมือนแลง ให้ความเปรอะเปื้อนนั้น ให้เสื้อเชิ้ต-สูท-เนกไท เป็นเกราะกำบังอะไรบางอย่าง

ให้เราอยู่รอด... ได้นานกว่าสังคมที่ล้มเหลวนี้...

--------------------

** ส่งท้าย **

เครื่องแต่งกายนักแสดง จัดแสดงที่โรงหนัง Picturehouse Central

โรงหนัง Curzon Soho ติดสติกเกอร์โปรโมตรอบโรงเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้จะบอกว่า...
ไปดู High-Rise ก็เถอะนะ
หนังแบบนี้นาน ๆ มี (เข้าฉายบ้านเรา) ที

March 29, 2016

London Episode 4: BFI

"ชอบบล๊อกที่หนอเรียกตัวเองว่า 'หนอ' มากกว่า"
เป็นฟีดแบ็กที่ได้รับมากกว่าหนึ่งครั้ง
จากคนอ่านมากกว่าหนึ่งกลุ่ม

ตั้งแต่โพสต์นี้ไป
หนอเรียกตัวเองว่า "หนอ"
เหมือนเวลาพูดปกติ ก็แล้วกันนะ

--------------------


"Talking about dreams is like talking about movies, since the cinema uses the language of dreams; years can pass in a second and you can hop from one place to another. It's a language made of image. And in the real cinema, every object and every light means something as in a dream."

- Federico Fellini
--------------------

ตั้งแต่เล็กจนโต หนอคุ้นเคยแต่กับหนังฮอลลีวูดที่ถูกเลือกซื้อเข้ามาฉายในเมืองไทย จนหลงคิดไปว่าฮอลลีวูดคือทั้งหมดของ "หนังฝรั่ง" ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย

หนึ่งในอุตสาหกรรมหนังดีที่คนไทยไม่ค่อยได้เสพ แต่มีเสน่ห์ไม่แพ้ฮอลลีวูดก็คือ อุตสาหกรรมหนังอังกฤษ ที่มีจังหวะจะโคนเป็นเอกลักษณ์ มีความเนิบช้า และสื่อสารกับผู้ชมในช่วงที่ไม่มีบทพูดได้อย่างดี

สถานที่หนึ่งที่หนอต้องแวะให้ได้ในทริปลอนดอนครั้งนี้ก็คือ สถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (British Film Institute - BFI) เพราะอยากไปเห็นว่าองค์กรการกุศลที่ตั้งขึ้นเพื่อปกป้องศิลปะแขนงนี้โดยเฉพาะนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร

BFI ตั้งขึ้นในปี 1933 (83 ปีที่แล้ว) มีหน้าที่รวบรวม จัดจำหน่าย และให้ทุนสร้างหนัง ตลอดจนจัดงานเทศกาลโปรโมตหนังธีมต่าง ๆ และสนับสนุนการศึกษาวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง โดยมีหอจดหมายเหตุที่ใช้จัดเก็บหนังอังกฤษทรงคุณค่า ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้เงินมหาศาล ทำให้ต้องมีการจัดระดมทุนและอาศัยผู้บริจาครายย่อยอยู่บ่อยครั้ง

ป้ายรถเมล์ข้างอาคาร BFI - มองเห็น London Eye ด้วย

หนอนั่งรถใต้ดินไปลงสถานี Waterloo ที่มีคนพลุกพล่าน แล้วก็เดินต่อตามป้ายบอกทางริมถนน จนมาถึงส่วนที่เป็นโรงละครแห่งชาติ (National Theatre) และ BFI ซึ่งภายในมีห้องฉายหนัง ห้องสมุด และร้านค้าที่มีแต่สินค้าเกี่ยวกับหนังมากมาย

ถนนลอดใต้ทางยกระดับ ระหว่างทางไป BFI

ตั้งแต่ปี 2012 BFI ได้จัดโครงการ Film Forever ขึ้น โดยเป็นโครงการ 5 ปี เพื่อสนับสนุนหนังอังกฤษโดยเฉพาะ มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังภายในประเทศ และส่งผ่านมรดกทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นต่อไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีหนังฟอร์มเล็กจำนวนมากที่สร้างขึ้นได้เพราะงบประมาณจาก BFI ซึ่งบางส่วนก็กลายเป็นชื่อที่แฟนหนังชาวไทยคุ้นหูอยู่บ้าง ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ก็เช่น The Lobster, 45 Years, Brooklyn และ Suffragette เป็นต้น

Suffragette

"Whether it's Fish Tank, or Shame, or Suffragette, there are so many uniquely British stories. And without the BFI, they wouldn't be told."

- Tom Hiddleston

National Theatre

เมื่อเดินเข้ามาอยู่ท่ามกลางอาคารแห่งศิลปะการแสดง ทั้งโรงละครแห่งชาติและ BFI และมองดูพื้นที่โดยรอบแล้ว จะเห็นได้ว่าประเทศนี้เขาให้ความสำคัญกับ "ศิลปะ" จริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่ยังมีชีวิต ไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างผุพัง หรือขาดคนดูแล ผู้คนทุกเพศทุกวัยล้วนเสพศิลปะที่ตนชื่นชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และสถานที่เหล่านี้ก็ยังคงมีผู้สนใจแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ

ศิลปะเป็นตัวบ่งบอกถึงจิตวิญญาณของคนในสังคมนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี สังคมไหนเปิดรับอะไร ถ่ายทอดชิ้นงานออกมาลักษณะใด เสียงตอบรับต่อชิ้นงานเหล่านั้นเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้คืออัตลักษณ์ของสังคม

แน่นอนว่า การไม่เปิดรับ การไม่ถ่ายทอดชิ้นงาน และเสียงตอบรับที่ไม่เป็นธรรมต่อชิ้นงานที่มีคุณภาพ ก็บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของสังคมด้วยเช่นกัน สังคมที่ปิดกั้นการเจริญเติบโตของศิลปะ เป็นสังคมที่ไม่สร้างสรรค์ และจะจมอยู่ในวังวนความไม่สร้างสรรค์ของตนต่อไปเรื่อย ๆ

ป้าย BFI Film Forever

ทางเข้าอาคาร BFI

นิตยสาร Sight & Sound ฉบับล่าสุด

BFI มีนิตยสารรายเดือนชื่อ Sight & Sound (ร้านหนังสือบางแห่งนำเข้ามาวางขายในเมืองไทยด้วย - ราคา 395 บาท) วางขายใน BFI Shop พร้อมให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อในราคา 4.50 ปอนด์ นอกจากนี้ ยังมีนิตยสารหนังที่น่าสนใจอีกหลายหัว ซึ่งหนึ่งในฉบับที่เตะตาแบบจัง ๆ เลยก็คือ...

Film Comment ปก เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนอหยิบนิตยสารทั้งสองเล่มขึ้นมาใส่ตะกร้า จากนั้นก็เดินดูหนังสือและดีวีดีต่ออีกสักครู่ เลือกดีวีดีสารคดีสงครามและหนังสือที่น่าสนใจลงตะกร้าใบเดิม แล้วจึงหยิบโปสการ์ดสี่ห้าใบรวมไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ทั้งหมดนี้เป็นการซื้อของครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มาเที่ยวลอนดอน (และก็ดูจะเป็นการปรนเปรอตัวเองที่ค่อนข้างไร้สาระ) แต่หนอมั่นใจว่า นอกเหนือจากต้นทุนสิ่งพิมพ์ส่วนที่รับมาขายแล้ว เงินที่เหลือจะถูกนำไปให้เพื่อศิลปะอย่างแท้จริง

ศิลปะแบบที่แถวบ้านเรายังไม่มีให้สนับสนุนเท่าไรนัก...

March 28, 2016

London Episode 3: Breakfast

The Wolseley

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เลือกพักกับโรงแรม บริการอาหารเช้าที่รวมอยู่กับค่าห้องพักอาจทำให้ไม่อยากออกไปสรรหาอาหารข้างนอกเท่าไรนัก แต่ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศของลอนดอนจริง ๆ ล่ะก็ แนะนำว่า "ร้านอาหาร" จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว

หนึ่งในร้านที่เสิร์ฟอาหารเช้าที่ดีที่สุดของที่นี่ก็คือ The Wolseley แถวสถานี Green Park ซึ่งมี Eggs Benedict เป็นเมนูขึ้นชื่อ โดยเลือกได้ว่าจะรับไข่ 1 หรือ 2 ฟอง วันที่ไปฉันสั่ง Smoked Salmon and Scrambled Eggs

Smoked Salmon and Scrambled Eggs

วิธีจัดอาหารลงจานของเขาเรียบง่ายดี ขณะที่บรรยากาศร้านก็หรูหราแต่เป็นกันเอง เหมาะกับเช้าสบาย ๆ ที่ไม่เร่งรีบ แต่สำหรับนักชิมที่อยากลองอาหารจานหลักที่ไม่ใช่มื้อเช้า ที่นี่ก็มีอีกหลายเมนูให้เลือกเช่นกัน ทั้งยังมีคลิปสอนทำอาหารจานเด็ดในยูทูบด้วย

หัวหน้าเชฟสอนทำ Kedgeree

The Wolseley มีลูกค้าแน่นเกือบจะตลอด จึงควรจองล่วงหน้าทุกครั้ง สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในอังกฤษ ระบบจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ร้านนั้นสะดวกสบายมาก สามารถจองล่วงหน้าได้ตามวันและเวลาที่ต้องการ หรือใครที่อยากลองเมนูประมาณนี้ ในบรรยากาศที่โปร่งสบายกว่า ร้านพี่ร้านน้องอย่าง The Delaunay ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี

The Delaunay อยู่ใกล้สถานี Covent Garden ตรงบริเวณ Drury Lane ท่ามกลางโรงละครชื่อดัง ภายในร้านดูหรูหราอบอุ่น และไม่ได้มีลูกค้าพลุกพล่านนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจะจองล่วงหน้าเสียหน่อย ยิ่งถ้าเป็นวันสุดสัปดาห์ยิ่งต้องวางแผนดี ๆ

Eggs Arlington

ฉันคงเป็นนักชิม "สายไข่" อย่างที่หลายคนบอกไว้จริง ๆ เพราะอาหารเช้าที่สั่งมักจะประกอบด้วยไข่เป็นหลัก ไม่เคยคิดจะสั่ง Full English Breakfast ด้วย เพราะไม่ชอบวัตถุดิบหลายอย่างในนั้น ซึ่งร้านนี้ก็ทำ Eggs Arlington ออกมาได้กลมกล่อมลงตัวมาก ทานเป็นมื้อเช้าคู่กับกาแฟดี ๆ สักถ้วย ก็จะถือเป็นการเริ่มต้นวันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

Corn Cakes with Spinach, Poached Eggs and Sriracha Hollandaise

ด้านใน Poached Eggs ที่ปรุงมากำลังดี

พูดถึงเมนูไข่ก็ต้องพูดถึงร้าน EGGBREAK แถว Notting Hill Gate ที่มีทั้งอาหารจานไข่ จานไม่ไข่ และชาชั้นเลิศหลายชนิด ฉันไปทานวันที่ทางร้านเปิดทำการอย่างเป็นทางการได้ไม่ถึงสัปดาห์ ด้วยความที่ไปเช้ามาก คนเลยยังไม่ค่อยแน่น มีเวลาดูเมนู สั่ง และละเลียดอาหารตรงหน้าได้เต็มที่ ไม่กดดันเท่าไร

บรรยากาศในร้านน่ารักและอบอุ่นมาก ให้อารมณ์เหมือนห้องนั่งเล่น เหมือนบ้านเพื่อนยังไงไม่รู้ ใครที่ได้มาต้องอยากกลับมาอีกแน่ ๆ และถ้าไม่ใช่คนชอบเมนูเบา ๆ ที่นี่ก็ยังเปิดไปจนถึงมืดค่ำ จะแวะมาลองสเต๊กฉ่ำ ๆ สักสองสามทุ่มก็ยังได้

ชา Turkish Lavender จาก Le Benefique

เป็นชาที่มาทั้งก้าน (Stem)

Le Benefique ขึ้นชื่อว่าปลูกชาอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน

Ginger & White เป็นอีกร้านที่ประทับใจสุด ๆ เพราะกาแฟอร่อย ส่วนอาหารก็รสชาติดีทั้งคาวหวาน มี 2 สาขาให้เลือกคือ Hampstead และ Belsize Park ซึ่งขนาดไม่ใหญ่และคนเต็มง่ายมากทั้งสองแห่ง เรียกว่าต้องอาศัยดวงกันสักหน่อย เพราะทางร้านไม่มีระบบให้จองที่นั่ง

Scrambled Eggs with Free Range Bacon & Flat White

Scrambled Eggs with Smoked Salmon

ถ้าไม่ใช่คน "สายไข่" ที่นี่ก็มีอาหารเช้าคลีน ๆ อย่าง Homemade Granola หรือ Superfood Porridge of Oats, Raisins & Chia Seed ให้สั่งด้วย นอกจากนี้ พวกมัฟฟิ่นต่าง ๆ และเค้กแครอทก็ขึ้นชื่อมากทีเดียว ใครจะแวะมาชิมแค่ของหวานและกาแฟก็ไม่ผิดกติกา ถือว่ามาถึงที่แล้ว คุ้มแล้ว

Chocolate Brownie with Berries & White Chocolate

แก้วกลับบ้านของ Ginger & White

นอกจากทั้งสี่ร้านนี้แล้ว ลอนดอนยังมีคาเฟ่/ร้านกาแฟอีกจำนวนมาก ที่เสิร์ฟอาหารเช้า/เบเกอรี่ชั้นดีให้ลูกค้าในราคาไม่แพง (ตามมาตรฐานอังกฤษนะ) ใครที่เป็นคอกาแฟควรไปลองทั้ง Monmouth Coffee และ Timberyard ซึ่งร้านหลังนี่มีมากกว่าหนึ่งสาขา คนแน่นอยู่เรื่อย ๆ สั่งแก้วกลับบ้านน่าจะง่ายกว่า

--------------------

น่าเสียดายที่ทริปนี้ไม่ได้นั่งแช่ตามร้านกาแฟ
เลยไม่ได้รีวิวคาเฟ่ชื่อดังอย่างที่เคยนึกอยากทำ
ไว้โอกาสหน้าถ้าโชคดีได้เที่ยวลอนดอนอีก
จะไม่พลาดตระเวนชิมแน่