July 6, 2015

อะไรที่เป็นของเรา...


ดาบฟ้าฟื้น...

#ผิด

นี่คือร่ม...
ร่มแบบเดียวกับที่หนอลืมไว้ในโรงหนังวันก่อน
ร่มยาวสีใสๆ ที่ดูยังไงก็ต้องเป็นของแถม
หรือซื้อเพราะความจำเป็นบังคับแน่ๆ

แน่นอน
หนอได้ร่มคันนี้มา
เพราะการซื้อสินค้าจาก Flea Market แห่งหนึ่ง
ซึ่งร่มก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ซื้อเลยด้วย

คงเป็นเพราะนี่คือหน้าฝน
และสิ่งที่จะเหมาะกับหน้าฝนก็ต้องเป็นร่ม
คนขายคงไม่รู้ว่าหนอมีร่มแบบนี้
และคงไม่รู้ว่าหนอเพิ่งทำมันหายไป

ความจริงก็ไม่เชิงหายหรอกนะ
แค่วางไว้ข้างๆ ตอนดูหนัง
แต่พอหนังจบก็เดินออกจากโรงเลย
กว่าจะนึกได้ก็ออกมาไกลแล้ว

ไม่ได้เสียดายหรืออะไรมาก
แค่หงุดหงิดนิดหน่อย
ที่เรื่องแค่นี้ไม่น่าพลาด
ดูเป็น Flaw ดูไม่สมบูรณ์แบบ

แต่แล้วหนอได้อะไรจากเรื่องนี้
ถึงต้องมาเขียน Blog กันเลยทีเดียว?
จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเท่าไรหรอก
หนอนึกอะไรได้ระหว่างที่ได้ร่มคันนี้มาเท่านั้นแหละ

อะไรที่จะเป็นของเรา
มันก็เป็นของเราเนอะ
มันเป็นของคนอื่น
เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

ไม่สิ ของบางอย่าง
อาจจะเคยเป็นของคนอื่นมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง สิ่งของ
หรือแม้แต่บุคคลก็ตาม

สุดท้ายแล้ว
สิ่งที่ต้องอยู่กับเรา
ก็จะหาทางเข้ามาอยู่ในชีวิตเราจนได้
ไม่ว่าจะหนีหายกันไป คลาดกันไปกี่รอบ

 มันจะมีอีกสักกี่อย่าง กี่คน
ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตหนอแบบนี้อีกนะ?
สิ่งที่เราถูกกำหนดมาให้เจอ
ให้ครอบครอง ให้รักษาไว้

แล้วการกำหนดที่ว่า
มันเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?
 บุญเก่า บาปเก่า แต่ชาติปางก่อน
บุญใหม่ บาปใหม่ ในภพชาตินี้

หลายครั้งที่เรานึกตั้งคำถาม
กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว
ทั้งที่ดี และไม่ดี
ที่ต้องการ และไม่ต้องการ

ทำไมสิ่งเหล่านี้ คนกลุ่มนี้
ถึงได้อยู่ในชีวิตเรา
ทำไมเราถึงชอบ/ไม่ชอบสภาวะที่เป็น
ทำไมเราจึงกำหนดการมี/ไม่มีอยู่ของมันไม่ได้

มาถึงตอนนี้
ขอให้เชื่อเถอะว่า
อะไรที่เป็นของเรา
มันจะเป็นของเราวันยังค่ำ

และเมื่อสิ่งใดๆ นั้นมาเป็นของเราแล้ว
ก็ขอให้ปฏิบัติกับมันอย่างเหมาะสม
ที่ดี ก็เก็บรักษาไว้
ที่ไม่ดี ก็รีบปล่อยออกไป

----------

ขอให้ทุกคนมีวันจันทร์ที่สวยงามค่ะ

July 4, 2015

On a day like this...

On a day like this
When nothing goes wrong
Everything is calm
I decide to quit
And so the world goes quiet

I have to quit this life
I think
This kind of life
And then heal myself
From the wound I’ve created

And maybe travel for a bit
In search of a smile
My long lost smile
My real smile
A forgiving one which I used to have

Everyone would wonder why
You know?
They wouldn’t understand
As a matter of fact
I, too, wonder why

Why am I here?
Why did I choose to be here?
Where else can I go?
What else can I do?
Am I capable of change?

I’m going to miss this life
Somehow
It’s been my entire being for almost 2 years now
There may not be anyone missing me, though
I’m the one who chooses to go

The one who goes
The one who leaves
The one who doesn’t have courage
To stand and fight
She abandons the battle

And yes, she wonders
Will she ever be able to win the war?
Can she find her smiles?
Can she be whole again?
Or is there another battle waiting for her to abandon, again?

June 23, 2015

หมวกกับกระบี่


เมื่อสักพักใหญ่มาแล้ว หนอต้องไปงานศพงานหนึ่ง
พ่อของพี่ที่ทำงานเพิ่งเสีย หลังป่วยหนักมาสักพัก

คนทำข่าว กว่าจะหาเวลาว่างเพื่อไปงานตรงกันยากมาก
แต่ก็ได้มาหนึ่งวัน แม้จะไม่ตรงกับวันที่บริษัทเป็นเจ้าภาพ

เคลียร์คิว-ปั่นงานกันเสร็จสรรพ ทุกคนก็มุ่งหน้าไปวัด
หลงทางเล็กน้อย เพราะไกลและแทบไม่มีใครเคยไปเลย

กว่าพวกเราจะไปถึง พระก็เกือบจะสวดพอดี
ตำรวจเต็มงานเลย ถึงเพิ่งรู้ว่าคืนนั้นเขาเป็นเจ้าภาพ

พอได้ที่นั่งก็กวาดตามองพวงหรีดหน้าศาลาสักหน่อย
พอจะเดาได้ว่าคุณพ่อสังกัดอะไร แล้วเราก็ฟังสวดไป

คืนนั้นหนอกลับบ้านด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
เพราะอยู่ดึกเกินเวลาที่ต้องเข้านอนแล้ว

การรับหน้าที่ทำข่าวเช้าเป็นเรื่องกดดันเสมอ
นอกจากผิดเวลาไม่ได้แล้ว เวลานอนยังไม่ตรงกับคนหมู่มากอีก

หนอจำได้ว่าหันไปคุยกับนาย
บอกว่าหนอเป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

ไม่ค่อยไปงาน ทั้งงานมงคล-อวมงคล
คงเป็นข้อเสียของคนสันโดษ ที่ต้องเสียมารยาทอยู่ตลอด

นายตอบกลับมาว่าเขาก็ไม่ชอบไปงาน
โดยเฉพาะงานแต่งงาน

เพราะงานมงคลนี่เราจะไปหรือไม่ไป
คนจัดก็มีความสุข

แต่งานศพ หรืออะไรเทือกนี้
คนจัดต้องการกำลังใจ ยังไงก็ควรไป

นึกดูแล้วมันก็จริง
แทบทุกคนในงานพูดเป็นเสียงเดียวกัน

'วัดไกลมากเลย
นี่ถ้าไม่ใช่งานพี่...นะ ไม่มาหรอก'

งานแบบนี้คงเป็นงานวัดใจจริงๆ นั่นแล
แขกบางคนอาจมาเพราะผู้ตาย แต่ที่มาเพราะผู้อยู่ก็มีไม่น้อย

สำหรับงานวันสวด
หนอตกตะกอนได้ประมาณนี้

จากนั้นไม่กี่วันก็มีคนเปรยขึ้นว่า
วันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเผา จะไปกันอีก

แน่นอนว่าไม่ได้ง่ายกับชีวิตขึ้นกว่าเดิม
เพราะพวกเราทุกคนที่จะไปต้องเข้าเวรกันทั้งนั้น

เท่ากับว่าต้องทำข่าวค่ำให้เสร็จตอนบ่ายแก่ๆ
แล้วออกเดินทางกันทันที

สุดท้ายก็ผิดแผน
เพราะต้องรอคนกลับจากรายงานสดนอกสถานที่

แถมมีแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิดอะไรอีก
เลยตกหล่น เพราะต้องเกาะติดข่าว ไปกันไม่ครบ

แต่หนอก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้ไปนะ
แม้จะออกจากออฟฟิศกันเย็นมากก็ตาม

ฝนที่ตกกระหน่ำก็เป็นส่วนหนึ่ง
ที่ทำให้เดินทางล่าช้าออกไป

ซึ่งก็ได้ผลอย่างที่คาด
พวกเราไปไม่ทันวางดอกไม้จันทน์

สรุปว่าการเดินทางไปทั้งวันสวดวันเผา
ก็ไปถึงงานสายแบบไม่ผ่านมาตรฐานหนอสักครั้ง

นับว่าเป็นงานที่หนอเซ็งระดับหนึ่งทีเดียว
และนี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของนิสัยรักสันโดษของหนอก็ได้

มากคนก็มากความใช่ไหมเล่า
ต้องรอกันไปมา จะด้วยความเอื้อเฟื้อ มารยาท หรืออะไรก็ตาม

ท่ามกลางเสียงฝน เสียงพูดคุย และเสียงในหัวหนอเอง
ลูกสาวคนหนึ่งของผู้ตายก็ยกพานมาวางกลางโต๊ะ

เสียงที่ดังแบบโลหะกระทบไม้ไม่ได้น่าสนใจเท่ากับว่า
ในพานนั้นมีอะไรวางอยู่บ้าง

แล้วหนอก็หันไปเจอ 'หมวกกับกระบี่'
ตามที่เห็นในภาพด้านบน

หนอชะงักไปนิดหนึ่ง แบบหาสาเหตุไม่ได้
แล้วก็นึกได้ว่า... นี่คงเป็นงานแรก

 เป็นงานแรกที่ผู้ตายรับราชการมีตำแหน่งด้วย
แล้วก็เป็นงานแรกที่ผู้ตาย 'เหลือ' อะไรไว้ด้วย

มันง่ายมากที่จะเดินเข้าและเดินออกจากพิธีต่างๆ
ที่เกิดขึ้นซ้ำเดิม แบบขอไปที แบบไม่รู้สึกอะไร

งานศพที่ปิดโลงแล้ว วางดอกไม้แล้ว ก็แล้วกัน
งานแต่งที่ใส่ซองแล้ว ถ่ายรูปกับบ่าวสาวแล้ว ก็แล้วกัน

หมวกกับกระบี่ในพานนั้นทำหน้าที่ของมันได้ดี
ทั้งกับผู้ตายเมื่อยังมีลมหายใจ

และกับหนอ แขกห่างๆ ของลูกสาวของโตของผู้ตาย
ให้นึกย้อนไปว่า เท่านี้นี่แลที่คนคนหนึ่งจะเหลืออยู่ในโลก

ซึ่งถ้าไม่ใช่ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ
ที่มีพานทองรองรับอะไรสักอย่างหน้าศพแล้ว

คนทั่วไปอย่างเราๆ ท่านๆ
อย่างตัวหนอเอง หรือคุณที่กำลังอ่านอยู่...

จะเหลืออะไร?
คนเราจะเหลืออะไรไว้ให้คนข้างหลัง... ให้โลกบ้าง?

หนอว่าคนทุกคนควรสร้างหมวกกับกระบี่ของตัวเอง
ไม่ว่าจะใหญ่เล็ก ยศศักดิ์อะไร มีคุณค่าแค่ไหนก็ตาม

ขอเพียงแค่ในวันที่เราไม่อยู่แล้ว
ยังมีบางอย่างให้คนข้างหลังได้คิด ได้ตกตะกอน

ได้อยากเป็นคนดี
ได้อยากสร้างหมวกกับกระบี่ต่อไปบ้างก็น่าจะพอ

แค่นั้นก็คงพูดได้ว่า เราได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว
ได้อยู่จน 'คุ้ม' แล้วจริงๆ

April 21, 2015

ฆ่าเวลา




เราฆ่าเวลาไปกับอะไรบ้าง?
บางคนฆ่าเวลาไปกับการชอปปิ้ง
การคุยโทรศัพท์ การแชต การทวีต
การอัปรูป อัปคลิป อัปสเตตัส

บางคนฆ่าเวลากับอะไรที่นานกว่านั้น
กับงาน กับความสัมพันธ์
ทั้งครอบครัว เพื่อน แฟน
ใช้เวลาไปเป็นปีๆ

หลายครั้งที่การฆ่าเวลาแบบนั้น
ทำให้เรารู้สึกว่าเราเสียเวลา
เปลืองเวลา
และอยากเรียกกลับคืนมาซะให้ได้

ทำไมเราต้องจมอยู่กับบางสิ่ง
ทั้งที่มันไม่เกิดประโยชน์
ทำไมเราเลือกทำ
เลือกอยู่กับสิ่งเหล่านั้นแต่แรก

ทำไมเราเลือกอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่
มาได้ตั้งเนิ่นตั้งนาน
เพียงเพราะตอนนั้นมันดูใช่
หรือแม้แต่ 'ดูหมือนจะใช่'

เป็นเรื่องปกติที่เวลา
จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ซึ่งนั่นก็รวมถึง
ตัวเราทุกคนด้วย

ความจริงแล้ว
มันไม่มีอะไรที่ 'เสียเวลา'
ทั้งนั้นนั่นแหละ
ทุกอย่างอาจจะถูกกำหนดมาแล้ว

บางทีเราอาจจะถูกกำหนดมา
ให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับ 'ความไม่ใช่'
ให้เรียนรู้ที่จะผิดพลาด
และให้กล้าเคารพตัวเองเมื่อผิดพลาดไปแล้ว

บางทีมันก็ไม่ใช่การ 'ฆ่าเวลา'
ซะทีเดียวหรอก
มันเป็นการ 'ใช้เวลา'
อย่างหนึ่งนั่นแหละ

ไม่มีใครทำถูกอยู่ตลอดหรอก
แล้วก็ไม่มีใครมีสาระตลอดด้วย
บางทีเราแค่ต้องนั่งจิบกาแฟ
แล้วปล่อยให้โลกมันหมุนไป

... จริงๆ นะ

April 19, 2015

รอให้เมฆก้อนนี้ผ่านไปก่อน


'รอให้เมฆก้อนนี้ผ่านไปก่อน'
คือสิ่งที่ช่างภาพพูดกับหนอ
เมื่อตอนพวกเราพยายามจะถ่ายสกู๊ป
ที่โฮสเทลชื่อดังแห่งหนึ่ง

วันนั้นแดดค่อนข้างแรง
แต่มีเมฆมาก
ทำให้แสงที่ส่องลงมาไม่ค่อยสวย
ขาดๆ เกินๆ

นั่งรออยู่สักพัก
ไม่กี่อึดใจ
เมฆก้อนที่ว่าก็ค่อยๆ พัดเลยไป
ทำให้ทำงานกันต่อได้ราบรื่นอีกครั้ง

หลายครั้งที่การทำงานเต็มที่
ไม่ส่งผลให้เกิดผลงานชิ้นโบว์แดง
หลายครั้งที่ความทุ่มเทกับความสัมพันธ์
ไม่ส่งผลให้คนสองคนไปด้วยกันได้

หลายครั้งที่บทสนทนา
ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจกันมากขึ้น
หลายครั้งที่คนแปลกหน้า
กลายเป็นคนที่เราพร้อมจะเจอหน้ามากที่สุด

หลายปีมานี้
หนอเคยมีช่วงที่สับสน
หลายปีก่อนหน้านั้น
หนอเคยมีช่วงที่คาดหวัง

หลายปีที่เราได้เติบโตขึ้น
และลองมองย้อนกลับไป
เราจะพบสิ่งที่อยากแก้ไข
หรืออย่างน้อยก็หวังว่าจะไม่พลาดซ้ำสอง

ในชีวิตของคนเรา
มีก้อนเมฆผ่านเข้ามากี่ก้อนกันนะ
ทำไมชีวิตของบางคน
ถึงได้ตกอยู่ในความมืดครึ้มแทบจะตลอดเวลา

ทำไมแสงสว่างถึงไม่อยู่กับใครนาน
ทำไมฟ้าถึงไม่ปลอดโปร่ง
ทำไมงานถึงไม่ราบรื่น
ทำไมเราถึงไปด้วยกันไม่ได้

คำถามในชีวิตคนเราคงวนเวียนอยู่เท่านี้
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
คำถามที่ไม่มีใครตอบ
คำถามที่รู้คำตอบไปก็ไม่มีประโยชน์

ชีวิตมันคงเป็นแบบนี้เสมอสินะ
ทำอะไรมาดีแค่ไหน
ถ้าองค์ประกอบแวดล้อมไม่ลงตัว
มันก็ออกมาไม่ดี ไม่ได้อย่างที่หวังไว้

และการเติบโตขึ้นของคนคนหนึ่ง
ก็คงไม่ได้ต่างกับการถ่ายสกู๊ปครั้งนั้น
ที่ต้องมีเมฆบ้าง แดดบ้าง ลมบ้าง
แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไป

และการถ่ายภาพต่างๆ ในชีวิต
ก็คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กล้องยังไง
ถ่ายภาพมุมไหน
หรือวางจุดสนใจไว้ที่อะไรเพียงอย่างเดียว

แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า
จะอดทนกับการนั่งรอ
ให้เมฆก้อนนั้นผ่านไปได้
มากน้อยเท่าไรต่างหาก

March 15, 2015

ว่าด้วยการขอขึ้นค่าตัว


ในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา
เรื่องที่กลายเป็นข่าวบันเทิงฮอลลีวูด
ที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ฝั่งอังกฤษมาจนถึงสหรัฐฯ
ก็คือข่าวการขอขึ้นค่าตัวของนักแสดงนำ
หนัง Fifty Shades of Grey
ในการรับเล่นภาคต่ออีก 2 ภาค
ซึ่งจริงๆ เคยมีข่าวว่าผู้สร้างได้ขึ้นค่าตัวให้แล้ว
แต่ไม่มีสื่อฮอลลีวูดพูดถึง
จนพอมาเป็นข่าวอีกครั้ง
ก็เลยนำเสนอในทำนองเดียวกันหมด
เนื้อข่าวมีประมาณว่า
Dakota Johnson และ Jamie Dornan
ขอขึ้นค่าตัวสำหรับภาคต่อเป็นเลข 7 หลัก
ตามสูตรสำเร็จของหนังไตรภาคอื่นๆ
ที่นักแสดงโดนกดค่าตัวในภาคแรกเหมือนๆ กัน
เพราะไม่รู้ว่าหนังจะออกมารุ่งหรือร่วง
นอกจากนี้ทุกรายงานของสื่อฮอลลีวูด
ยังเน้นย้ำที่การกวาดรายได้ถล่มทลายทั่วโลก
ที่ขณะนี้อยู่ที่ราว 530 ล้านดอลลาร์
เท่ากับว่าหนังทำกำไรแล้ว 490 ล้านดอลลาร์
เพราะงบการผลิตอยู่ที่ 40 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

แต่การขอขึ้นค่าตัวของนักแสดงนำทั้งคู่
มีเหตุผลมาจากรายได้สุทธิของหนังเท่านั้นหรือ?
ในเมื่อหนังภาคแรกถูกวิจารณ์ในเชิงลบค่อนข้างมาก
สวนทางกับรายได้ถล่มทลายที่ได้รับ
ทั้งเรื่องการแสดงที่ไม่โดดเด่น
และฉากเลิฟซีนที่ไม่ดึงดูดอารมณ์เท่าที่ควร
เพราะฉะนั้น จนถึงตอนนี้
ยังไม่มีอะไรการันตีว่าภาคต่อที่เหลือ
จะประสบความสำเร็จมากเท่าๆ กับภาคแรก
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจารณ์ต่างชาติจำนวนหนึ่ง
ยังออกมาแสดงความเห็นว่า Dakota และ Jamie
ไม่ควรได้รับค่าตัวมากถึง 7 หลัก
แม้จะสมควรได้รับการขึ้นค่าตัวบ้างก็ตาม
แต่ก็ควรเป็นไปตามเนื้องานและฝีมือการแสดง
ไม่ใช่แค่ดูจากรายได้ของหนังเพียงอย่างเดียว
ซึ่งในฐานะคนที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
นับตั้งแต่ออกฉาย จนมีข่าวลือ
และจนมีการแก้ข่าวหลายตลบ
หนอไม่คิดว่าการขอขึ้นค่าตัว
จะมาจากรายได้ของหนัง
หรือเป็นการขอขึ้น 'ตามสูตร' เพียงอย่างเดียว

หนอคิดว่ากระแสข่าวหนึ่ง
(ซึ่งก็คงมีมูลอยู่บ้าง)
ที่มีน้ำหนักอย่างมากก็คือ
กรณีที่ผู้กำกับของเรื่องอย่าง Sam Taylor-Johnson
จะไม่กลับมากำกับภาคต่อ
เนื่องจากขัดแย้งกับ E L James ผู้เขียนนิยายบ่อยครั้ง
และ E L James (ซึ่งชื่อจริงคือ Erika)
ก็เข้ามาวุ่นวายระหว่างการถ่ายทำ
และตั้งคำถามกับทุกรายละเอียด
จนทำให้ Sam ไม่สามารถสร้างผลงานได้เต็มที่
ซึ่งเกือบทุกครั้งที่ Erika และ Sam เห็นไม่ตรงกัน
Dakota และ Jamie จะเข้าข้าง Sam มากกว่า
แม้การเข้าข้างนั้นจะไม่มีประโยชน์เท่าไรก็ตาม
เพราะสุดท้าย Erika ยังคงมีอำนาจตัดสินใจเสมอ
ตามข้อกำหนดที่เธอได้ทำไว้กับบริษัท Universal
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
หาก Sam จะไม่กลับมากำกับหนังชุดนี้ต่อจริง
เพราะเธอมี Background ความเป็นศิลปินที่ครบเครื่อง
ทั้งยังสามารถทำให้นักแสดงของเธอ
สบายใจที่จะเข้าฉากที่น่าอึดอัดได้เสมอ
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยากจะหาคนทดแทน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า
Erika ต้องการเขียนบทหนังภาคต่อเอง
หลังจากที่ต้องเปลี่ยนคนเขียนบทภาคแรกกลางคัน
เนื่องจากทำงานไม่ได้ดั่งใจ
โดยเธอต้องการให้มีบทเลิฟซีนโฉ่งฉ่างกว่านี้
สมกับที่แฟนๆ หนังสือนิยายรอคอย
ไม่ต้องสนใจว่าตลาด Mass จะรับได้มากแค่ไหน
ซึ่งก็มีคนมองว่าวิธีนี้อาจจะ 'เวิร์ก'
เมื่อดูจากความสำเร็จของหนังอย่าง Gone Girl
ที่ผู้เขียนมารับหน้าที่เขียนบทหนังด้วย
และก็ได้รับเสียงตอบรับที่น่าพอใจ
ทั้งยังสามารถเก็บแง่มุมความน่าค้นหาได้ครบถ้วน
ตามหนังสือนิยายทุกประการ
แต่ส่วนใหญ่กลับคิดว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะดีนัก
เพราะ Erika ไม่มีประสบการณ์มาก่อน
และถ้านับว่าความจุ้นจ้านของเธอ
ทำให้กองถ่ายทำต้องสะดุดลงหลายครั้ง
ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้ว
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ Universal ควรต้องมารับมืออีก
อย่างไรก็ตาม Universal อาจไม่มีทางเลือกมากนัก
เพราะได้หลวมตัวทำข้อตกลงกับเธอไปแต่แรก

ถ้าถามความเห็นของหนอ
ประเด็นผู้กำกับจะไม่กลับมา
และประเด็นผู้เขียนขอเขียนบทหนังเอง
มีน้ำหนักมากในการขอขึ้นค่าตัวในครั้งนี้
เพราะคงไม่มีนักแสดงที่ไหนจะอยากเสี่ยง
เล่นบทวาบหวิวสุดโต่งกับทีมงานที่ไม่คุ้นเคย
และเริ่มทำงานด้วยความรู้สึกที่ว่า
'ไม่รู้ฉันจะต้องเจออะไรบ้าง'
แม้ว่าหนังจะมีแนวโน้มทำเงินมาก
และเป็นประตูไปสู่โอกาสอื่นๆ
(งานดีๆ) ที่จะเข้ามาก็ตาม
เพราะฉะนั้น 'เงิน' ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ที่จะสามารถแลกกับ 'ความเปลืองตัว'
และ 'ความไม่มั่นใจในอนาคต' เหล่านี้ได้
ซึ่งแน่นอน ต่อให้สิ่งที่หนอเดาเป็นเรื่องจริง
ก็คงไม่มีใครเอามาเขียนข่าว
เพราะการไปตอกย้ำประเด็นที่อยากซุกซ่อนไว้
ไม่ใช่เรื่องที่บริษัทผู้สร้างไหนต้องการ
ปัญหาระหว่างทีมงาน
ปัญหาการหลวมตัวตกลงดีลที่เสียเปรียบ
ไม่ใช่เรื่องที่ Universal ต้องการ

หลังจากนี้ ต้องมาติดตามกันว่าต้นปีหน้า
 Fifty Shades Darker จะได้เปิดกล้องจริงหรือไม่
และเนื้อเรื่องที่เข้มข้นน่าติดตาม
ทั้งดราม่า แอ็กชั่น ทริลเลอร์
จะถูกรวมเข้ามาในบทหนังมากหรือน้อย
และยังต้องรอลุ้นกันอีกว่า
จะเกิดความขัดแย้งอะไรในกองถ่าย
จนเป็นที่มาของข่าวลือประหลาดๆ อีกหรือเปล่า
นอกจากนี้แล้ว
ขั้นตอน Post-production จะต้องล่าช้า
เพราะมัวแต่ตัดแต่งรายละเอียดบนตัวนักแสดง
จนทำให้เลยกำหนดเข้าฉาย
วาเลนไทน์ปี 2017 หรือไม่
และตัวหนังจะดีพอ
ให้ผู้ชมเข้าไปชมในโรงฉาย
ตามเป้าหมายที่ทีมผู้ผลิตต้องการได้ขนาดไหน
คงมีแต่เวลาที่จะตอบคำถามเหล่านั้นได้
และแฟนหนังอย่างพวกเรา
คงต้องรอให้ถึงเวลานั้นอีกที
หวังว่าผลงานที่ออกมาจะคุ้มค่าตัวนักแสดง
และคุ้มค่าตั๋วหนังในแต่ละประเทศที่เข้าฉาย

---------------------

Blog นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ไม่เกี่ยวกับสำนักข่าวต้นสังกัด
(Voice TV) แต่อย่างใด

March 3, 2015

ค่าใช้จ่ายของคนขี้รำคาญ

หนอเป็นคนชอบดูหนัง
และแม้ว่าจะมีแนวที่ชอบเป็นพิเศษ
แต่ก็ถือว่าดูได้ทุกแนว
ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นหนังอะไรเข้าบ้าง
วันเวลาสะดวกหรือไม่
สภาพอากาศเป็นยังไง
และพร้อมจะเสียเงินให้หนังเรื่องนั้นๆ มากเท่าไร
คำว่า 'เสียเงินให้มากเท่าไร' ในที่นี้
หมายถึงว่า เสียเงินไปกับตั๋วที่นั่งละเท่าไร
เช่น ถ้าเป็นหนังประเภทที่ควรดู IMAX ก็ดู
ถ้าชอบมากแบบยอมจ่ายตั๋วนอน ก็ต้องไม่เสียดาย
หรือถ้าไม่คิดอะไรมากก็ไป APEX ถูกกว่าโรงห้าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละเครือแต่ละห้าง
ก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป
โรงตามห้างส่วนใหญ่คนเยอะ
ถ้าไม่จองออนไลน์ก็อาจต้องรอคิวนาน
หรือถึงจองออนไลน์มา
ก็อาจต้องเดินฝ่าคนพลุกพล่านอยู่ดี
แต่ข้อดีคือ (ห้างที่หนอมักไป)
ไม่เปียกฝน เดินจากบีทีเอสเข้าห้างได้เลย
ส่วนโรง APEX (สกาล่า - ลิโด้)
ราคาดี รอบดี ที่นั่งดี
แต่ถ้าอากาศแย่ๆ จะขี้เกียจเดินมาก
ไม่ว่าจะร้อนไป หนาวไป หรือฝนตกก็ตาม

ทีนี้ ข้อเสียที่ทุกที่ที่กล่าวมามีเหมือนกันก็คือ
'โฆษณาปัญญาอ่อน'
ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาล
(ตามสัญญาซื้อขายโฆษณาของสปอนเซอร์)
และแน่นอน โฆษณาบางชิ้นนอกจากจะน่ารำคาญแล้ว
ยังเบียดบังเวลาดูตัวอย่างหนัง ซึ่งหนออยากดู
จนทำให้กว่าหนังจะฉายจริงก็กินไปครึ่งชั่วโมง
เจออย่างนี้บ่อยๆ เข้า
คนที่ทำอะไรตรงเวลามาตลอดชีวิตก็เซ็งเหมือนกัน
นี่ยังไม่นับเพื่อนร่วมโรงที่มาสาย เสียงดัง เล่าหนัง
คุย/เล่นมือถือ เอาเด็กเล็กมาดู จนส่งเสียงดังรบกวน

เมื่อมารยาทสังคมเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
และเมื่อสามัญสำนึกไม่ใช่เรื่องสามัญ
หนอว่าบางที
มาแก้ที่ตัวเราเองก็เป็นอีกทางออกที่ดี
ซึ่งนั่นก็ทำให้การดูหนังโรงแพง - ที่นั่งน้อย
กลายเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า
และน่าพึงพอใจ
แต่แน่นอนว่า
อย่าเลือกดูหนังที่คิดว่าดูแล้วจะเสียดายเงิน
(หรือถ้าไม่ค่อยแคร์เรื่องเงินก็ดูๆ ไปเถอะค่ะ 555)
ล่าสุด หนอเพิ่งได้ไปใช้บริการสองโรงใหม่มา
Embassy Diplomat Screens กับ
Emprive Cineclub

โรง Embassy นี่เปิดมาสักพักแล้วค่ะ
แต่เพิ่งจะได้มาดู
ข้อเสียก็แน่นอน ราคาสูงกว่าโรงทั่วไป
แต่ข้อดีคือ เป็นโรงที่คนไม่แออัด
ที่นั่งในโรงไม่เยอะด้วย
และคนนอกโรง/ในตัวห้างก็ไม่เยอะด้วย
นอกจากนี้ โฆษณาก็ไม่เยิ่นเย้อ
มีตัวอย่างหนัง มีสปอนเซอร์หลักๆ แล้วก็จบ
สรรเสริญพระบารมี - ดูหนัง - สบายใจ
ติดนิดนึงตรงที่โรงใหญ่ซื้อที่เดียวได้แค่ด้านหน้า
ซึ่งใกล้จอมาก แต่พนักงานก็จะพยายามเปลี่ยนให้
ถ้าที่อื่นๆ ไม่มีคนนั่ง ก็จะขลุกขลักนิดหน่อย

ส่วนโรง Emprive ที่ Emporium
หนอดูมาตั้งแต่เป็น SFX จนเพิ่งมาเปลี่ยน
ราคาไม่สูงเท่า Embassy
และความสบายก็ถือว่าเพียงพอ
ติดตรงที่ต้องแยกจุดซื้อตั๋ว
ที่ธรรมดาเคาน์เตอร์นึง
ที่แพงผิดปกติอีกเคาน์เตอร์นึง
ทำให้งงๆ ตอนไปครั้งแรก
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรไม่ประทับใจ
แต่ด้วยความที่ที่นี่เป็นโรงที่พลุกพล่านอยู่แล้ว
คือมีฝรั่ง มีครอบครัว มีเด็ก มีอะไรต่างๆ
ก็จะมีวันที่บรรยากาศแออัดนิดนึง แต่ก็พอทน

สรุปแล้ว ทั้งหมดนี่คือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ของคนที่ขี้รำคาญแบบหนอ
ซึ่งโดยส่วนตัวหนอว่าก็คุ้มค่าดี
แต่มันไม่ใช่นิสัยที่ดีหรอกนะ
ความขี้รำคาญน่ะ
หลายๆ ครั้งมันทำให้อยู่ยาก
ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขยาก
ในกรณีนี้การจ่ายมากกว่ามันช่วยได้
แต่ในกรณีที่ไม่มีอะไรช่วยได้
ทำได้อย่างเดียวคืออดทนจริงๆ
ทน จนกว่าสิ่งที่น่ารำคาญจะผ่านไป
หรือไม่ก็ทน จนกว่าเราจะเก่งขึ้น

Happy Birthday to me.
It's been an interesting year.
An interesting 28th year, I mean.
Just this one whole year.