March 30, 2016

London Episode 5: High-Rise


"It's an investigation of inequality and Britishness."

- Tom Hiddleston

--------------------

ทริปลอนดอนครั้งนี้ของหนอเป็นทริปตะลุยดูละครเวที ก่อนไปได้จองตั๋วล่วงหน้าไว้ 6 เรื่อง และสุดท้ายก็ได้ไปซื้อตั๋วหน้าโรงอีก 1 เรื่อง กลายเป็นว่า 10 วัน ได้ดูละครเวทีไป 7 เรื่อง แต่นอกจากนั้นยังมีตั๋วสุดพิเศษที่หนอจองไว้อีกก็คือ ตั๋วรอบก่อนฉายจริงทั่วประเทศ (อังกฤษ) ของหนังเรื่อง High-Rise โดยมีเซสชั่นถาม-ตอบกับผู้กำกับ เบน วีตลีย์ (Ben Wheatley) ปิดท้ายให้ด้วย

ก่อนจะเขียนอะไรต่อจากนี้ ขอออกตัวไว้เลยว่าบทความนี้มีสปอยล์ คือถ้ายังไม่ได้ดูก็น่าจะอ่านแล้วงงอยู่บ้าง แต่จะพอเห็นภาพว่าหนังเป็นยังไงมายังไง ถือเสียว่าเป็นตัวช่วยตัดสินใจว่าจะไปดูหรือไม่ก็แล้วกัน เมืองไทยนี่ได้ข่าวว่ากำหนดเข้าฉายคือต้นเดือนพฤษภาคมนี้เอง ไม่นานเกินรอ

สำหรับภาพตัดโปรโมตที่หลายคนให้ความสนใจ (ด้านบน) นั้น บอกเลยว่าในหนังมีอยู่แค่ไม่กี่วินาที ถ้าจะไปดูแค่นี้ไม่น่าจะคุ้ม หรือถ้าใครจะไปดูเพื่อฉากโป๊และฉากเซ็กส์ก็ตามสะดวก (ไม่รู้ของไทยเราตัดออกเยอะมั้ยนะ) แต่เนื้อหาวิพากษ์การเมือง/สังคมแบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบดู... สรุปกันตรง ๆ ว่า High-Rise ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน

คอลัมนิสต์นิตยสาร Total Film แนะนำว่า หนังเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบดู Shivers (ปี 1975) Fight Club (ปี 1999) และ Dredd (ปี 2012) ขณะที่ นิตยสารแจกฟรีของโรงหนังเครือ Picturehouse ก็บอกว่าเหมาะกับคนที่ชอบดูหนังแบบ Sightseers (ปี 2012) Under the Skin (ปี 2013) และ Inherent Vice (ปี 2014)

นายแพทย์ โรเบิร์ต แลง

ชาร์ลอตต์ เมลวิลล์

แอนโธนี รอยัล

ริชาร์ด ไวล์เดอร์

High-Rise เป็นนิยายที่ เจ. จี. บัลลาร์ด (J. G. Ballard) เขียนขึ้นเมื่อปี 1975 กล่าวถึงตึกระฟ้าที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกล้ำสมัย ดึงดูดให้ผู้คนจากต่างที่ต่างถิ่น ต่างฐานะทางสังคม เข้ามาพักรวมกันเป็นสังคมย่อย ๆ มีวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความแตกต่างของคนเหล่านี้บานปลายเป็นความแตกแยก?

ตัวหนังคุมโทนได้สม่ำเสมอดี บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้กระชับรวดเร็ว แต่ถ้าใครไม่ชินกับหนังอังกฤษอาจมีหาวนอนบ้าง เพราะโทนโดยรวมค่อนข้างราบเรียบ ไม่หวือหวาเรียกคะแนนอย่างหนังฮอลลีวูด สำหรับหนอ High-Rise คือหนัง Must-see นะ เพราะหนอโตมาอย่างเด็กรัฐศาสตร์ (วิพากษ์แม่งทุกอย่างในโลก) การได้ดูหนังแบบนี้เป็นการกระตุ้นต่อมรัฐศาสตร์ที่ดี

นี่พยายามไม่สปอยล์แล้วนะ ถัดจากนี้คือสปอยล์ของจริง...


"When I was your age, 
I was always covered in something. 
Mud. 
Jam. 
Failure."

- Dr. Robert Laing

ประโยคข้างต้นมาจากบทพูดของตัวละครเอกของเรื่อง (นายแพทย์ โรเบิร์ต แลง) โดยเขาย้ำว่าเพราะเหตุนี้ทำให้พ่อไม่ค่อยอยู่ใกล้ชิด ไม่ค่อยมายุ่งเท่าไร ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือในหลายซีนหลังจากนั้น แลงมักจะอยู่ในสภาพที่เปื้อนอะไรสักอย่างเสมอ ทั้งยังชอบปกปิดตัวเองด้วยเครื่องแต่งกายตลอดเวลา (เช่น การมีเซ็กส์โดยไม่ถอดเสื้อผ้าในหลายซีน) เหมือนกับว่านี่คือเครื่องมือป้องกันตัวไม่ให้ใครมายุ่ง เพื่อให้เขาสามารถอยู่รอดปลอดภัยใน High-Rise แห่งนี้ต่อไปได้



ที่ว่าอยู่รอดปลอดภัยนี่ก็เพราะบรรยากาศที่ผู้คนในตึกหันมาห้ำหั่นกันเอง ทำให้การใช้ชีวิตแบบปกติเริ่มเป็นไปได้ยาก จนกระทั่งเป็นไปไม่ได้เลย แลงเริ่มนอนไม่หลับ และเข้าสู่วังวนในการต่อสู้แบบเดิม ๆ ทุกวัน



นอกจากแลง ตัวละครที่โคจรอยู่รอบตัวเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ละคนล้วนเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม/โลกแห่งความเป็นจริงทั้งสิ้น การดู High-Rise จึงถือเป็นประสบการณ์ดูหนัง-ตั้งคำถามไปในหัวอย่างไม่รู้จบจริง ๆ



แลงคือตัวแทนของผู้ชม ไม่เพียงแต่เราจะเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องผ่านสายตาแลงเท่านั้น แต่ด้วยความที่แลงเป็นตัวแทนของชนชั้นกลางที่พยายามลอยตัวผ่านปัญหาระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง จึงทำให้ผู้ชมพลอยลุ้นไปด้วยได้ไม่ยาก ว่าแลงจะอยู่รอดหรือไม่? แล้วพวกเราเอง (ผู้ชม) จะอยู่รอดหรือไม่?



แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงคงไม่หนักหนารุนแรงเท่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง ที่ตัวละครต่างโจมตีกันเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน แต่เราจะปฏิเสธได้อย่างเต็มปากหรือว่า ทุกคนในโลกปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอารยะ? แล้วความรุนแรงผิดมนุษย์มนาที่เห็นในข่าวทุกวันนี้นี่เล่า?





หลังจากฟาดฟันกันทั้งเรื่อง แลงก็ได้ใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปใน High-Rise ร่วมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ที่รอดมาได้ และเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็นำไปสู่คำถามของแฟน ๆ ในโรง ซึ่งหนึ่งในคำถามเหล่านั้นก็มีคำถามที่ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่านักปนอยู่ด้วย



"Why don't they just leave?"
น้องผู้หญิงคนหนึ่งยกมือถาม

นี่มึงดูหนังไม่เข้าใจใช่ปะ?
หนอคิด

จำไม่ได้ว่าผู้กำกับตอบว่า "Because they're happy." หรือไม่ แต่เป็นคำตอบประมาณนี้แหละ ซึ่งน้องผู้หญิงคนที่ถามก็ยังสงสัยต่อไป "Just simply... that?" (เออสิ นี่มึงไม่เข้าใจจริง ๆ ใช่ปะ? - หนอคิด) แล้วผู้กำกับก็ยังยืนยันว่า "Yes." ทำเอาผู้ชมที่เหลือหัวเราะในความห้วนของแก

สิ่งที่หนออยากลุกขึ้นถามน้องคนนั้นกลับไปมากเลยก็คือ "Would you leave the UK?" เพราะนั่นเป็นสิ่งที่หนอตีความได้จากเนื้อเรื่อง (คนอื่นดูอาจไม่คิดอย่างนี้นะ อันนี้เป็นความคิดส่วนตัว)

เอาอย่างนี้นะ ถ้าเราดูหนังเรื่องนี้แล้วเห็นตึกเป็นตึก ก็จะไม่ได้อะไรจากหนังเลย สำหรับหนอแล้ว ตึกระฟ้าใน High-Rise เป็นตัวแทนของสังคมขนาดใหญ่กว่านั้น จะเป็นชุมชนเมือง จังหวัด หรือประเทศ ก็เอาไปแทนค่าได้หมด ไม่ว่ามันจะพังจนไม่รู้จะพังยังไงแล้ว เราก็ต้องทนอยู่ต่อไป การเดินออกจากสังคมหนึ่ง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ ๆ คิดจะทำก็ทำ

ดูคลิปตัวอย่างนาทีที่ 1:03 - 1:06 ...


"Prone to fits of mania, narcissism and power failure."

Power failure ในที่นี้คือปัญหาไฟฟ้าในตึกดับบ่อย ๆ นั่นแหละ แต่มันจะแค่นั้นหรือเปล่า? หรือ Power ตัวนี้จะหมายถึงขั้วอำนาจ (ที่กำลังจะถูกโค่น - อย่างที่จะเห็นได้ในตอนท้าย ๆ ของหนัง) ด้วย?

หรือการจะทนอยู่ต่อไปในสังคมให้ได้นั้น เราต้องกำจัดขั้วอำนาจที่ไม่ชอบธรรมออกไปให้ได้ด้วย?

และการอยู่รอดเพื่อที่จะทนอยู่ต่อไปในสังคมที่ว่า ก็ต้องใช้วิธีทำตัวให้ "เปรอะเปื้อน" อะไรสักอย่างเหมือนแลง ให้ความเปรอะเปื้อนนั้น ให้เสื้อเชิ้ต-สูท-เนกไท เป็นเกราะกำบังอะไรบางอย่าง

ให้เราอยู่รอด... ได้นานกว่าสังคมที่ล้มเหลวนี้...

--------------------

** ส่งท้าย **

เครื่องแต่งกายนักแสดง จัดแสดงที่โรงหนัง Picturehouse Central

โรงหนัง Curzon Soho ติดสติกเกอร์โปรโมตรอบโรงเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้จะบอกว่า...
ไปดู High-Rise ก็เถอะนะ
หนังแบบนี้นาน ๆ มี (เข้าฉายบ้านเรา) ที

March 29, 2016

London Episode 4: BFI

"ชอบบล๊อกที่หนอเรียกตัวเองว่า 'หนอ' มากกว่า"
เป็นฟีดแบ็กที่ได้รับมากกว่าหนึ่งครั้ง
จากคนอ่านมากกว่าหนึ่งกลุ่ม

ตั้งแต่โพสต์นี้ไป
หนอเรียกตัวเองว่า "หนอ"
เหมือนเวลาพูดปกติ ก็แล้วกันนะ

--------------------


"Talking about dreams is like talking about movies, since the cinema uses the language of dreams; years can pass in a second and you can hop from one place to another. It's a language made of image. And in the real cinema, every object and every light means something as in a dream."

- Federico Fellini
--------------------

ตั้งแต่เล็กจนโต หนอคุ้นเคยแต่กับหนังฮอลลีวูดที่ถูกเลือกซื้อเข้ามาฉายในเมืองไทย จนหลงคิดไปว่าฮอลลีวูดคือทั้งหมดของ "หนังฝรั่ง" ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย

หนึ่งในอุตสาหกรรมหนังดีที่คนไทยไม่ค่อยได้เสพ แต่มีเสน่ห์ไม่แพ้ฮอลลีวูดก็คือ อุตสาหกรรมหนังอังกฤษ ที่มีจังหวะจะโคนเป็นเอกลักษณ์ มีความเนิบช้า และสื่อสารกับผู้ชมในช่วงที่ไม่มีบทพูดได้อย่างดี

สถานที่หนึ่งที่หนอต้องแวะให้ได้ในทริปลอนดอนครั้งนี้ก็คือ สถาบันภาพยนตร์อังกฤษ (British Film Institute - BFI) เพราะอยากไปเห็นว่าองค์กรการกุศลที่ตั้งขึ้นเพื่อปกป้องศิลปะแขนงนี้โดยเฉพาะนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร

BFI ตั้งขึ้นในปี 1933 (83 ปีที่แล้ว) มีหน้าที่รวบรวม จัดจำหน่าย และให้ทุนสร้างหนัง ตลอดจนจัดงานเทศกาลโปรโมตหนังธีมต่าง ๆ และสนับสนุนการศึกษาวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง โดยมีหอจดหมายเหตุที่ใช้จัดเก็บหนังอังกฤษทรงคุณค่า ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้เงินมหาศาล ทำให้ต้องมีการจัดระดมทุนและอาศัยผู้บริจาครายย่อยอยู่บ่อยครั้ง

ป้ายรถเมล์ข้างอาคาร BFI - มองเห็น London Eye ด้วย

หนอนั่งรถใต้ดินไปลงสถานี Waterloo ที่มีคนพลุกพล่าน แล้วก็เดินต่อตามป้ายบอกทางริมถนน จนมาถึงส่วนที่เป็นโรงละครแห่งชาติ (National Theatre) และ BFI ซึ่งภายในมีห้องฉายหนัง ห้องสมุด และร้านค้าที่มีแต่สินค้าเกี่ยวกับหนังมากมาย

ถนนลอดใต้ทางยกระดับ ระหว่างทางไป BFI

ตั้งแต่ปี 2012 BFI ได้จัดโครงการ Film Forever ขึ้น โดยเป็นโครงการ 5 ปี เพื่อสนับสนุนหนังอังกฤษโดยเฉพาะ มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังภายในประเทศ และส่งผ่านมรดกทางวัฒนธรรมสู่คนรุ่นต่อไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีหนังฟอร์มเล็กจำนวนมากที่สร้างขึ้นได้เพราะงบประมาณจาก BFI ซึ่งบางส่วนก็กลายเป็นชื่อที่แฟนหนังชาวไทยคุ้นหูอยู่บ้าง ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ก็เช่น The Lobster, 45 Years, Brooklyn และ Suffragette เป็นต้น

Suffragette

"Whether it's Fish Tank, or Shame, or Suffragette, there are so many uniquely British stories. And without the BFI, they wouldn't be told."

- Tom Hiddleston

National Theatre

เมื่อเดินเข้ามาอยู่ท่ามกลางอาคารแห่งศิลปะการแสดง ทั้งโรงละครแห่งชาติและ BFI และมองดูพื้นที่โดยรอบแล้ว จะเห็นได้ว่าประเทศนี้เขาให้ความสำคัญกับ "ศิลปะ" จริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่ยังมีชีวิต ไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างผุพัง หรือขาดคนดูแล ผู้คนทุกเพศทุกวัยล้วนเสพศิลปะที่ตนชื่นชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และสถานที่เหล่านี้ก็ยังคงมีผู้สนใจแวะมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ

ศิลปะเป็นตัวบ่งบอกถึงจิตวิญญาณของคนในสังคมนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี สังคมไหนเปิดรับอะไร ถ่ายทอดชิ้นงานออกมาลักษณะใด เสียงตอบรับต่อชิ้นงานเหล่านั้นเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้คืออัตลักษณ์ของสังคม

แน่นอนว่า การไม่เปิดรับ การไม่ถ่ายทอดชิ้นงาน และเสียงตอบรับที่ไม่เป็นธรรมต่อชิ้นงานที่มีคุณภาพ ก็บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของสังคมด้วยเช่นกัน สังคมที่ปิดกั้นการเจริญเติบโตของศิลปะ เป็นสังคมที่ไม่สร้างสรรค์ และจะจมอยู่ในวังวนความไม่สร้างสรรค์ของตนต่อไปเรื่อย ๆ

ป้าย BFI Film Forever

ทางเข้าอาคาร BFI

นิตยสาร Sight & Sound ฉบับล่าสุด

BFI มีนิตยสารรายเดือนชื่อ Sight & Sound (ร้านหนังสือบางแห่งนำเข้ามาวางขายในเมืองไทยด้วย - ราคา 395 บาท) วางขายใน BFI Shop พร้อมให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อในราคา 4.50 ปอนด์ นอกจากนี้ ยังมีนิตยสารหนังที่น่าสนใจอีกหลายหัว ซึ่งหนึ่งในฉบับที่เตะตาแบบจัง ๆ เลยก็คือ...

Film Comment ปก เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนอหยิบนิตยสารทั้งสองเล่มขึ้นมาใส่ตะกร้า จากนั้นก็เดินดูหนังสือและดีวีดีต่ออีกสักครู่ เลือกดีวีดีสารคดีสงครามและหนังสือที่น่าสนใจลงตะกร้าใบเดิม แล้วจึงหยิบโปสการ์ดสี่ห้าใบรวมไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ทั้งหมดนี้เป็นการซื้อของครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่มาเที่ยวลอนดอน (และก็ดูจะเป็นการปรนเปรอตัวเองที่ค่อนข้างไร้สาระ) แต่หนอมั่นใจว่า นอกเหนือจากต้นทุนสิ่งพิมพ์ส่วนที่รับมาขายแล้ว เงินที่เหลือจะถูกนำไปให้เพื่อศิลปะอย่างแท้จริง

ศิลปะแบบที่แถวบ้านเรายังไม่มีให้สนับสนุนเท่าไรนัก...

March 28, 2016

London Episode 3: Breakfast

The Wolseley

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เลือกพักกับโรงแรม บริการอาหารเช้าที่รวมอยู่กับค่าห้องพักอาจทำให้ไม่อยากออกไปสรรหาอาหารข้างนอกเท่าไรนัก แต่ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศของลอนดอนจริง ๆ ล่ะก็ แนะนำว่า "ร้านอาหาร" จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีทีเดียว

หนึ่งในร้านที่เสิร์ฟอาหารเช้าที่ดีที่สุดของที่นี่ก็คือ The Wolseley แถวสถานี Green Park ซึ่งมี Eggs Benedict เป็นเมนูขึ้นชื่อ โดยเลือกได้ว่าจะรับไข่ 1 หรือ 2 ฟอง วันที่ไปฉันสั่ง Smoked Salmon and Scrambled Eggs

Smoked Salmon and Scrambled Eggs

วิธีจัดอาหารลงจานของเขาเรียบง่ายดี ขณะที่บรรยากาศร้านก็หรูหราแต่เป็นกันเอง เหมาะกับเช้าสบาย ๆ ที่ไม่เร่งรีบ แต่สำหรับนักชิมที่อยากลองอาหารจานหลักที่ไม่ใช่มื้อเช้า ที่นี่ก็มีอีกหลายเมนูให้เลือกเช่นกัน ทั้งยังมีคลิปสอนทำอาหารจานเด็ดในยูทูบด้วย

หัวหน้าเชฟสอนทำ Kedgeree

The Wolseley มีลูกค้าแน่นเกือบจะตลอด จึงควรจองล่วงหน้าทุกครั้ง สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในอังกฤษ ระบบจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ร้านนั้นสะดวกสบายมาก สามารถจองล่วงหน้าได้ตามวันและเวลาที่ต้องการ หรือใครที่อยากลองเมนูประมาณนี้ ในบรรยากาศที่โปร่งสบายกว่า ร้านพี่ร้านน้องอย่าง The Delaunay ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี

The Delaunay อยู่ใกล้สถานี Covent Garden ตรงบริเวณ Drury Lane ท่ามกลางโรงละครชื่อดัง ภายในร้านดูหรูหราอบอุ่น และไม่ได้มีลูกค้าพลุกพล่านนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรจะจองล่วงหน้าเสียหน่อย ยิ่งถ้าเป็นวันสุดสัปดาห์ยิ่งต้องวางแผนดี ๆ

Eggs Arlington

ฉันคงเป็นนักชิม "สายไข่" อย่างที่หลายคนบอกไว้จริง ๆ เพราะอาหารเช้าที่สั่งมักจะประกอบด้วยไข่เป็นหลัก ไม่เคยคิดจะสั่ง Full English Breakfast ด้วย เพราะไม่ชอบวัตถุดิบหลายอย่างในนั้น ซึ่งร้านนี้ก็ทำ Eggs Arlington ออกมาได้กลมกล่อมลงตัวมาก ทานเป็นมื้อเช้าคู่กับกาแฟดี ๆ สักถ้วย ก็จะถือเป็นการเริ่มต้นวันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

Corn Cakes with Spinach, Poached Eggs and Sriracha Hollandaise

ด้านใน Poached Eggs ที่ปรุงมากำลังดี

พูดถึงเมนูไข่ก็ต้องพูดถึงร้าน EGGBREAK แถว Notting Hill Gate ที่มีทั้งอาหารจานไข่ จานไม่ไข่ และชาชั้นเลิศหลายชนิด ฉันไปทานวันที่ทางร้านเปิดทำการอย่างเป็นทางการได้ไม่ถึงสัปดาห์ ด้วยความที่ไปเช้ามาก คนเลยยังไม่ค่อยแน่น มีเวลาดูเมนู สั่ง และละเลียดอาหารตรงหน้าได้เต็มที่ ไม่กดดันเท่าไร

บรรยากาศในร้านน่ารักและอบอุ่นมาก ให้อารมณ์เหมือนห้องนั่งเล่น เหมือนบ้านเพื่อนยังไงไม่รู้ ใครที่ได้มาต้องอยากกลับมาอีกแน่ ๆ และถ้าไม่ใช่คนชอบเมนูเบา ๆ ที่นี่ก็ยังเปิดไปจนถึงมืดค่ำ จะแวะมาลองสเต๊กฉ่ำ ๆ สักสองสามทุ่มก็ยังได้

ชา Turkish Lavender จาก Le Benefique

เป็นชาที่มาทั้งก้าน (Stem)

Le Benefique ขึ้นชื่อว่าปลูกชาอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน

Ginger & White เป็นอีกร้านที่ประทับใจสุด ๆ เพราะกาแฟอร่อย ส่วนอาหารก็รสชาติดีทั้งคาวหวาน มี 2 สาขาให้เลือกคือ Hampstead และ Belsize Park ซึ่งขนาดไม่ใหญ่และคนเต็มง่ายมากทั้งสองแห่ง เรียกว่าต้องอาศัยดวงกันสักหน่อย เพราะทางร้านไม่มีระบบให้จองที่นั่ง

Scrambled Eggs with Free Range Bacon & Flat White

Scrambled Eggs with Smoked Salmon

ถ้าไม่ใช่คน "สายไข่" ที่นี่ก็มีอาหารเช้าคลีน ๆ อย่าง Homemade Granola หรือ Superfood Porridge of Oats, Raisins & Chia Seed ให้สั่งด้วย นอกจากนี้ พวกมัฟฟิ่นต่าง ๆ และเค้กแครอทก็ขึ้นชื่อมากทีเดียว ใครจะแวะมาชิมแค่ของหวานและกาแฟก็ไม่ผิดกติกา ถือว่ามาถึงที่แล้ว คุ้มแล้ว

Chocolate Brownie with Berries & White Chocolate

แก้วกลับบ้านของ Ginger & White

นอกจากทั้งสี่ร้านนี้แล้ว ลอนดอนยังมีคาเฟ่/ร้านกาแฟอีกจำนวนมาก ที่เสิร์ฟอาหารเช้า/เบเกอรี่ชั้นดีให้ลูกค้าในราคาไม่แพง (ตามมาตรฐานอังกฤษนะ) ใครที่เป็นคอกาแฟควรไปลองทั้ง Monmouth Coffee และ Timberyard ซึ่งร้านหลังนี่มีมากกว่าหนึ่งสาขา คนแน่นอยู่เรื่อย ๆ สั่งแก้วกลับบ้านน่าจะง่ายกว่า

--------------------

น่าเสียดายที่ทริปนี้ไม่ได้นั่งแช่ตามร้านกาแฟ
เลยไม่ได้รีวิวคาเฟ่ชื่อดังอย่างที่เคยนึกอยากทำ
ไว้โอกาสหน้าถ้าโชคดีได้เที่ยวลอนดอนอีก
จะไม่พลาดตระเวนชิมแน่

March 25, 2016

London Episode 2: Highgate Cemetery

ประตูทางเข้าสุสานไฮเกตฝั่งตะวันตก

"It's a good address to be dead."
เมื่อสุสานกลายเป็นพื้นที่อันน่ารื่นรมย์

--------------------

เมื่อโพสต์ที่แล้ว ฉันพูดถึงบทสนทนากับคุณจอห์น ไกด์อาสาของสุสานไฮเกต ไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงตัวสุสานไฮเกตกันเลยดีกว่า ฉันอ่านเจอในหนังสือนำเที่ยวเล่มหนึ่งว่าสุสานแห่งนี้เป็นสถานที่แนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว จึงจัดการเข้าเว็บไซต์ จองตั๋วผ่านประตู และพรินต์แผนที่วิธีไปออกมาให้เรียบร้อย

ก่อนเดินทางได้ปรึกษากับเพื่อน ๆ ทั้งที่เคยเรียนและที่ไปเที่ยวอังกฤษบ่อย ๆ พบว่าไม่มีใครเคยแวะไปที่นี่เลย ทำให้การเดินทางรอบนี้ยิ่งน่าตื่นเต้นสำหรับฉัน เพราะเป็นการไปเพื่อค้นพบและกลับมาบอกเล่าอย่างแท้จริง ถือเป็นการเดินทางที่พิเศษ

ทางเดินในสวนวอเตอร์โลว์

สุสานไฮเกตซ่อนตัวอยู่หลังสวนวอเตอร์โลว์ (Waterlow Park) บนเนินเขาไฮเกต (Highgate Hill) เดินทางโดยรถใต้ดินลงที่สถานี Archway แล้วจะนั่งรถเมล์ต่อหรือเดินเท้าขึ้นเขาเองก็ได้ เมื่อถึงสวนวอเตอร์โลว์ให้เดินไปตามทางจะเจอประตูทะลุไปยังสุสาน แบ่งเป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออก

ฝั่งตะวันออกเป็นส่วนที่ผู้ชมสามารถเดินเที่ยวเองได้ โดยไม่จำกัดเวลา มีค่าเข้าชม 4 ปอนด์ สำหรับผู้ใหญ่ ขณะที่ฝั่งตะวันตกต้องเข้าเป็นรอบและมีไกด์ไปด้วยเสมอ จำกัดวันธรรมดาวันละ 1 รอบ เปิดให้จองออนไลน์ เสาร์อาทิตย์มีทัวร์ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ 11 โมง ถึง 4 โมงเย็น เปิดขายตั๋วหน้างานเวลา 10.45 น. ของวันนั้น ๆ โดยมีค่าเข้าชม 12 ปอนด์ สำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถเข้าชมฝั่งตะวันออกได้ด้วย

ทางเดินไปยังพื้นที่ฝังศพ

บันไดสู่ "ปลายทางที่มองไม่เห็น"

สุสานไฮเกต เปิดทำการในปี 1839 (177 ปีมาแล้ว) ปัจจุบันมีบอร์ดบริหารดูแล และใช้ค่าผ่านประตูที่ได้รับ บวกกับการขายพื้นที่หลุมศพที่ยังเหลือ เป็นงบประมาณในการบำรุงรักษา

คุณจอห์นบอกว่า ที่นี่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งการเดินทาง "ไปยังสถานที่ที่มองไม่เห็น" ไปสู่โลกแห่งความตาย ทางเดินถูกวางผังให้คดเคี้ยว บันไดถูกออกแบบให้มองแล้วไม่เห็นขั้นสุดท้าย จนกว่าจะเดินขึ้นไปถึงแล้ว

น่าแปลกดีที่ที่นี่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนป่าช้าทั่วไป แต่กลับร่มรื่นเหมือนสวนหย่อม สวนสาธารณะ เสียมากกว่า ซึ่งหลังจากที่ฟังบรรยายก็พบว่าเป็นเช่นนั้น

สมัยก่อนหนุ่มสาวใช้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งที่มีการฝังศพมาตั้งแต่ยุคนั้น และด้วยความที่ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้หญิงสาวสามารถเดินทางมาได้เอง โดยไม่ต้องมีคนมาเป็นเพื่อน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ สุสานไฮเกตจึงกลายเป็นแหล่งนัดพบของชายหนุ่มหญิงสาวยุควิกตอเรียไปโดยปริยาย

ไกด์กำลังบรรยายลักษณะหลุมศพอย่างตั้งใจ

ช่วงศตววรรษที่ 19 ลอนดอนดำเนินการสร้างสุสานทั้งหมด 7 แห่ง เรียกรวมว่า Magnificent Seven โดยไฮเกตเป็นแห่งที่สาม และได้รับความนิยมมากที่สุด

"It's a good address to be dead." คุณจอห์นบอก "ทุกคนต้องการถูกฝังที่นี่" และแน่นอนว่าสุสานแห่งนี้มีร่างคนดังในยุคนั้น (และยุคหลัง) จำนวนมาก "ทุกคนที่ถูกพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์อยู่ที่นี่หมด" คงเพราะความน่ารื่นรมย์ สถาปัตยกรรม ความห่างไกลจากใจกลางลอนดอน ห่างไกลจากชุมชนแออัด และโรคระบาดอื่น ๆ

ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ (Charles Dickens) นักเขียนชื่อดัง ชอบไฮเกตมากเสียจนเลือกที่จะฝังศพสมาชิกครอบครัวและคนรอบตัวที่นี่ น่าเสียดายที่ตัวเขาไม่ได้ถูกฝังที่นี่ด้วย แต่กลับถูกฝังไว้ที่มุมนักประพันธ์ ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ แทน

ไม่มีอะไรที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ สัญลักษณ์ต่าง ๆ บนแต่ละหลุมศพบ่งบอกถึงความเป็นมาของบุคคลนั้น และวัฒนธรรมของยุควิกตอเรียได้อย่างดี

เช่นในภาพด้านบน รูปเกือกม้าที่มุมล่างซ้าง บนเสามุมหลุมศพ บ่งบอกว่าเจ้าของหลุมเกี่ยวข้องกับรถม้า เขาคือ เจมส์ วิลเลียม เซลบี (James William Selby) คนที่ขับรถม้าได้เร็วที่สุด เป็นเหมือนแชมป์ฟอร์มูลา วัน ในยุคนี้นั่นเอง

ส่วนเสาหักครึ่งในด้านขวาของรูป เป็นของหญิงที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร (38 ปี) จึงเป็นเสาที่ไม่เต็ม

ทางเดินในสุสานฝั่งตะวันตก

หลุมศพของสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง

หลุมศพของ จอร์จ วูมบ์เวลล์
นักจัดแสดงละครสัตว์ชื่อดัง
ด้านบนเป็นรูป เนโร สิงโตของเขา

ที่นี่เผชิญปัญหาไม่ต่างกับสุสานอื่น ๆ มีการขโมยศพไปใช้เป็น "อาจารย์ใหญ่" หลายครั้ง ด้วยความที่โรงเรียนแพทย์ผลิตนักศึกษาแพทย์เพิ่มมากขึ้น จนจำนวนคนตายไม่เพียงพอต่อความต้องการ ช่องเก็บศพหลายช่องต้องต่อเติมประตูเปิด-ปิดและทำล็อกแน่นหนา แต่กระนั้นก็ยังมีการพังประตูและขโมยศพไปได้ (ด้านในอาคารมืดมาก ถ่ายภาพมาไม่ได้)

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทที่บริหารสุสานไฮเกตในสมัยก่อน ก็คือปัญหาด้านการเงิน เคยมีช่วงหนึ่งที่บริษัทดังกล่าวล้มละลายและต้องปิดสุสานแห่งนี้ไปถึง 50 ปี ทำให้ไม่มีการบำรุงรักษาใด ๆ ต้นไม้ใหญ่จำนวนมากถึงขึ้นมาเต็มพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อหลุมศพ และแผนผังโดยรวมของสุสาน

ต้นไม้น้อยใหญ่เติบโตขึ้นแทรกหลุมศพ

คุณจอห์นบอกว่า สุสานไฮเกตทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกยังมีพื้นที่ฝังศพเหลืออยู่อีกราว 300 หลุม ซึ่งน่าจะทยอยขายไปได้ในช่วง 10 ปีจากนี้ หลังจากนั้นงบประมาณดูแลจะขึ้นอยู่กับการเก็บค่าเข้าชมและขายของที่ระลึกเพียงอย่างเดียว

"Please tell others about us." คุณจอห์นกล่าวทิ้งท้าย หลังจากที่พาพวกเราทั้งกลุ่มเดินรอบ ๆ และให้ความรู้อย่างสนุกสนานมาตลอดชั่วโมงกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่พิเศษมาก ๆ มีความร่มรื่น สงบ สวยงาม ขลัง ดูเต็มไปด้วยความทรงจำ มีพลังและแรงดึงดูดอย่างน่าประหลาด (ไม่น่ากลัวด้วย ขอเน้นจุดนี้)

หลังจากร่ำลากันแล้ว ฉันก็เดินสำรวจสุสานฝั่งตะวันออกต่อด้วยตัวเอง เพราะต้องการไปเห็นหลุมศพ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) นักปรัชญาการเมืองชื่อดัง กับตา

ทางเดินในสุสานฝั่งตะวันออก

หลุมศพ คาร์ล มาร์กซ์

หลุมศพสมัยใหม่ในฝั่งตะวันออก
มีการออกแบบแหวกแนวจากเดิม
ตามความชอบของผู้ตายหรือครอบครัวผู้ตาย


ดอกไม้แสดงความรำลึกถึงผู้ตาย

--------------------

และนี่คือเนินเขาไฮเกต
อีกมุมหนึ่งของลอนดอน

March 24, 2016

London Episode 1: War Horse

You said you have to see a play, what is it?
คุณจอห์น ผู้บริหารและไกด์อาสาของสุสานไฮเกต ถามขึ้น
หลังจากที่ฉันบอกไปว่ามาเที่ยวลอนดอนเพราะจะดูละครเวที

War Horse.
ฉันตอบ

But it's been on forever.
คุณจอห์นว่า

No, they were closing last week.
ฉันก็ยังจะชี้แจงต่อไป

แต่ก็นั่นสินะ ทำไมต้องดั้นด้นมาให้ลำบาก
ก็แค่ละครเวทีเรื่องเดียว มันจะดีอะไรหนักหนา

--------------------

เครื่องบินลำที่ฉันนั่งลงจอดที่ลอนดอนราว 7 โมงเช้าของวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม ที่อุณหภูมิเป็นเลขตัวเดียว แตกต่างกับอากาศที่เมืองไทยลิบลับ ฉันใช้เวลาต่อคิวเข้าประเทศนานนับชั่วโมง ก่อนจะหาที่ทางซื้อซิมโทรศัพท์และเติมเงินในบัตรโดยสารรถสาธารณะที่เพื่อนให้ยืมมาได้ในที่สุด

อย่างแรกที่แวบขึ้นมาในหัวคือ ลอนดอนเหมือนโซลอย่างน่าประหลาด ด้วยความที่ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในโซลเกือบ 2 ปี การขึ้นรถไฟใต้ดินไปไหนมาไหนในลอนดอนจึงไม่ลำบากอย่างที่เคยวาดภาพไว้ แม้แต่การเดินทางเที่ยวแรกในครั้งนี้ จากสนามบินฮีทโธรว์ไปยังที่พัก ซึ่งก็ทำให้คิดไปได้ว่าอีกตลอดทริปที่เหลือนั้น การเดินทางคนเดียวคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง คงไม่ต้องหลงทางมากมายนัก

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด เพราะลอนดอนมีแผนที่บอกทางกระจายอยู่ทุกถนน การเดินไปมาโดยไม่สื่อสารกับผู้คนรอบตัวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ยกเว้นในช่วงที่ความอดทนมีจำกัด ถึงได้หยุดถามคนแถวนั้น ซึ่งก็น้อยครั้งมาก ทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันเลย ปัญหาของฉันคือการเป็นคนเก็บตัว (Introvert) ต่างหาก

ลอนดอนเป็นที่ที่วัฒนธรรมละครเวทีน่าตื่นตะลึงมาก และการเดินผ่านโรงละครน้อยใหญ่จำนวนมากก็ทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาผู้คนที่นี่อย่างมาก เขามีการแสดงอย่างนี้ดูตลอดปี ปีละหลายเรื่อง หลายโปรดักชัน นักแสดงมีชื่อและไร้ชื่อต่างพากันผลัดเปลี่ยนหน้าตาขึ้นแสดง เท่าที่รู้มา มันไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักเท่าไรหรอก แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนจะมีงาน มีเงิน ตลอดเวลาด้วย แต่เพราะนี่คือศิลปะ ศิลปะที่หล่อเลี้ยงจิตใจของทั้งผู้แสดงและผู้ชม

War Horse เป็นละครเวทีที่เล่นมานานมาก หลังจาก World Premiere ที่โรงละครแห่งชาติไปเมื่อปี 2007 ก็เล่นอยู่ราว 2 ปี แล้วย้ายมาเล่นในโรงละครย่าน West End นานถึง 8 ปี เปลี่ยนนักแสดงมาหลายรอบ วันที่ฉันได้มาดูนี่เป็นวันก่อนวันสุดท้ายแล้ว (ตั๋ววันสุดท้ายหายากจริง ๆ ชั้นล่างเต็มทั้งสองรอบนานแล้ว - วันเสาร์เป็นวันที่ทุกโรงละครทุกโปรดักชันเล่น 2 รอบ)

New London Theatre เป็นโรงละครที่หายากมาก หรืออาจจะยากแค่สำหรับคนแปลกถิ่นที่เพิ่งนั่งเครื่องบินลงถึงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าและไม่ชินกับอากาศหนาวก็เป็นได้ แต่ฉันใช้เวลาเดินหาสถานที่อยู่นานพอสมควร (นานผิดปกติ เทียบกับที่อื่น ๆ ที่ไป) เมื่อมาถึงก็รับตั๋วก่อนเลย...


ก่อนหน้านี้ ฉันเคยดูหนังที่ สตีเวน สปีลเบิร์ก ทำมาแล้ว และสงสัยมาตลอดว่าละครเวทีจะทำม้าออกมายังไงให้เทียบเท่าหรือให้ความรู้สึกได้เหมือนม้าจริง ๆ (ตามเรื่องมีม้ามากกว่า 1 ตัว) และฉากสงครามโลกครั้งใหญ่นั้น จะออกมาเป็นแบบไหนบนเวทีแคบ ๆ

วิวจากที่นั่ง เลือกดูได้ในเว็บไซต์ตอนซื้อตั๋ว

War Horse เปิดเรื่องมาที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องนำไปสู่สงครามโลก การพลัดพราก และการพบพานสิ่งต่าง ๆ มากมาย ผ่านการเดินเรื่องของม้าชื่อ โจอี้ โดยมีเจ้าของเป็นเด็กหนุ่มชื่อ อัลเบิร์ต นาร์ราคอตต์ ดูคลิปตัวอย่าง... 



และคลิปนี้...


อัลเบิร์ตได้โจอี้มาตั้งแต่ยังเป็นม้าเด็ก พยายามฝึกให้เชื่องและใช้ทำงานในฟาร์ม จนวันหนึ่งเกิดสงครามขึ้น มีการรวบรวมไพร่พลทั้งคนและม้าไปรบ พ่อของอัลเบิร์ตขายโจอี้ให้กับนายทหารอังกฤษ เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

ครั้งนั้นกองทัพอังกฤษไม่รู้เลยว่าสมรภูมินี้จะยิ่งใหญ่และยาวนานกว่าที่คิดมาก ทุกคนที่ไปรบคาดว่าตนเองคงไปไม่กี่เดือน และอังกฤษก็จะชนะสงครามได้อย่างไม่ยากเย็น ขณะที่ความหวังเดียวของอัลเบิร์ตก็คือ เขาจะได้พบกับโจอี้อีกครั้งในเวลาไม่กี่เดือนเช่นกัน

อัลเบิร์ตให้อาหารโจอี้ ม้าเด็กที่เพิ่งได้มา


อัลเบิร์ตฝึกโจอี้ให้ทำงานในฟาร์ม

โจอี้เข้าร่วมกองทัพอังกฤษ

โจอี้และท็อปธอร์น ม้าของนายทหารอังกฤษอีกตัว


แต่สงครามไม่ใช่สิ่งที่คนเราจะกำหนดหรือคาดเดาได้โดยง่าย กองทัพอังกฤษประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปในการเข้าโจมตีครั้งนั้น ทำให้ทหารและม้าศึกล้มตายจำนวนมาก ส่วนโจอี้ก็วิ่งเตลิดเข้าไปในเขตของศัตรู และตกเป็นม้าของกองทัพเยอรมันในที่สุด

โจอี้ตื่นตกใจเมื่อเจอรถถัง

โจอี้และท็อปธอร์น ท่ามกลางทหารเยอรมัน


อัลเบิร์ตได้รับแจ้งว่าเจ้าของใหม่ของโจอี้เสียชีวิตในสนามรบ จึงมุ่งมั่นที่จะออกตามม้าของเขาด้วยตัวเอง และตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพเพื่อไปรบในแนวหน้า ระหว่างการเดินทางของเขากับการเดินทางของโจอี้ ทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง ขณะที่ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำมารักษาตัวในบริเวณเดียวกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดดูจะเป็นเรื่อง Happy Ending ธรรมดา ๆ แต่รายละเอียดปลีกย่อยทั้งในหนังและในละครเวทีทำออกมาได้ลึกซึ้งกินใจเหลือเกิน โดยเฉพาะฉากสงครามบนเวที ที่มีผู้คนล้มตาย และบรรยากาศ No Man's Land อันน่าหดหู่

ที่สุดแล้วต้องสรุปว่า War Horse เป็นละครเวทีที่มหัศจรรย์และน่าจดจำมาก ถือเป็นประสบการณ์การรับชมการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ หลังจากนี้ War Horse จะไปเล่นตามเมืองต่าง ๆ ทั่วอังกฤษในปี 2017 - 2018 ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ชมแล้วจริง ๆ (ยกเว้นการจัดฉายในโรงหนัง)

ถึงจะเป็นม้าหุ่นเชิด แต่ขึ้นขี่ได้จริงนะ

นักแสดงทุกคนใช้เวทีเล็ก ๆ ได้คุ้มค่ามาก
การเคลื่อนไหวของแต่ละตัวละครสละสลวย ไร้ที่ติ

--------------------

สำหรับฉันแล้ว ลอนดอนเป็นเมืองที่ไม่รู้จบ

ดูละครเวทีได้ไม่รู้จบ
เที่ยวได้ไม่รู้จบ
ค้นหาได้ไม่รู้จบ
และเล่าเรื่องได้ไม่รู้จบ

โปรดติดตามตอนต่อไป

February 20, 2016

ห้วงเวลาแห่งความไร้ค่า


เมื่อวานนี้ หนอได้ยินข่าวที่น่าใจหายเกี่ยวกับองค์กรที่เคยทำงานด้วย ไม่ใช่แค่เคยทำงานเท่านั้น แต่เป็นที่ทำงานที่หนอใช้เวลาบ่มเพาะประสบการณ์อยู่นานที่สุดเท่าที่เคยทำมา

สองปีอาจไม่ใช่เวลาที่นานพอสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับหนอ สองปีที่วอยซ์ทีวีถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญกับชีวิตอย่างยิ่ง และก็คงเหมือน ๆ กับที่คนเขาพูดกัน ที่ว่าเด็กจบใหม่ควรต้องเข้าทำงานในองค์กร ก่อนจะไปทำอะไรเป็นของตัวเอง หรือแม้แต่ก่อนจะไปเรียนต่อก็ตาม เพื่อให้ได้เรียนรู้กระบวนการของการทำงานแบบเป็นชิ้นเป็นอัน

วอยซ์ทีวีเป็นที่เรียนรู้นั้นสำหรับหนอ หลังจากที่ช่วงเวลาหลายปีหลังเรียนจบของหนอหมดไปกับการเรียนเพิ่มเติมและการทำงานในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง วอยซ์ทีวี คือ ที่ที่ให้โอกาสและสอนให้อยู่นอก "พื้นที่ปลอดภัย" (Comfort zone) ให้ได้อย่างแท้จริง

เมื่อวานนี้ วอยซ์ทีวีประกาศปลดพนักงานออกหลายสิบตำแหน่ง โดยคำสั่งที่ว่าจะมีผลทันที ทุกคนที่ถูกเลิกจ้างมีเวลาไม่ถึงชั่วโมงในการเก็บสัมภาระ หลังจากที่เซ็นชื่อรับค่าจ้างและกล่าวลาอดีตเพื่อนร่วมงานเสร็จสิ้นแล้ว

บัตรพนักงานจำนวนมากถูกยึดคืนเป็นของบริษัท พร้อมกับคำสั่งว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องไม่กลับมาที่ออฟฟิศในช่วงหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ที่ยังเหลืออยู่อีก

สิ่งหนึ่งที่หนอจับความได้จากคนที่ "ได้ไปต่อ" ก็คือ พวกเขาไม่ทราบเกณฑ์การคัดเลือกคนอยู่-คนไปของผู้บริหารเลย ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้และสมเหตุสมผลอยู่

ที่หนออยากจะเขียนถึงเป็นพิเศษ คือ ความจริงที่ว่า ไม่ว่าใครจะทำใจล่วงหน้ามาอย่างไร ก็คงไม่สามารถยอมรับเหตุการณ์นี้ได้อย่างเต็มหัวใจ 100% หรอก หลายคนที่ต้องไปคือคนคุณภาพ คนที่ช่วยให้งานราบรื่น คนที่ทำให้หนอรู้สึกมีคุณค่า แต่มาวันนี้ พวกเขากลับต้องมารู้สึกไร้ค่าเสียเอง ขณะที่พนักงานที่ได้ไปต่อบางคนอาจไม่มีศักยภาพเท่าพวกเขาด้วยซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่คนนอกอย่างหนอตั้งคำถาม และนี่ก็คงเป็นสิ่งที่เจ้าตัว -ที่ถูกให้ออก- กำลังตั้งคำถามอยู่ด้วยเช่นกัน

จริงอยู่ หนอไม่สามารถคิดแทนพวกเขาหรือผู้บริหารได้ แต่สิ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือ ในช่วงเวลาแบบนี้ ทุกความรู้สึก ทุกหัวใจคนทำงาน กำลังเปราะบางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถูกเลือก มันคือห้วงเวลาแห่งความไร้ค่า และมันง่ายเหลือเกินที่จะยิ่งดูถูกซ้ำเติมตัวเอง ทั้งที่ไม่มีเหตุอันควร คนรอบข้างจึงควรต้องช่วยสร้างความเชื่อมั่นนี้ขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม

คนอายุยี่สิบเก้า-สามสิบอย่างหนอจะไปเข้าใจอะไรขนาดนั้น หลายคนอาจตั้งคำถามขณะที่อ่านบทความนี้อยู่ (ซึ่งการตั้งคำถามก็ไม่ถือว่าผิดร้าย)

ถ้าจะมองกันในฐานะคนทำงาน หนอคงไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งนัก แต่ถ้าจะมองกันในฐานะคนที่เคยรู้สึกไร้ค่ามาเกือบตลอดชีวิต หนอเชื่อว่าหนอรู้ดีพอสมควร ว่าภาวะไหนควรต้องระวัง ภาวะไหนควรต้องรีบบรรเทา และนี่เป็นหนึ่งในภาวะแบบนั้น ภาวะที่บาดแผลไม่ได้มีปรากฏให้เห็น แต่ความรุนแรงนั้นถือว่าสาหัสเอาการ

สำหรับหนอ ความไร้ค่าที่คนทำงานจะรู้สึกได้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ ความไร้ค่าจากการถูกปฏิเสธ ซึ่งถือเป็นความไร้ค่าทางตรง กับความไร้ค่าจากการถูกมองข้าม ซึ่งถือเป็นความไร้ค่าทางอ้อม

ความไร้ค่าจากการถูกปฏิเสธก็ชัดเจน คือ อยากได้แต่ไม่ได้ อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "เรา" แต่ไม่ได้เป็น หรือก็คือการไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน เป็นองค์กรเดียวกับคนอื่น อันนี้เข้ากับกรณีที่เล่ามานี้เลย

ส่วนความไร้ค่าจากการถูกมองข้าม คือ อยู่เป็นกลุ่มก้อน เป็นองค์กรเดียวกับคนอื่นนั่นแหละ แต่ไม่มีใครเห็น ทำดีเท่าไรได้แค่เสมอตัว แนวโน้มการเติบโตเป็นศูนย์ ซึ่งแม้จะไม่เข้ากับกรณีคนโดนเลิกจ้างเท่าไร แต่เกี่ยวกับอนาคตขององค์กรที่เลิกจ้างพนักงานอย่างมาก

"การเลิกจ้าง" นั้น โดยตัวมันเองก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจพนักงานอยู่แล้ว แต่ "การทำงานต่อไป" หลังการเลิกจ้าง อาจเป็นสิ่งที่เปราะบางและส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า

ที่ทำให้เป็นห่วงยิ่งกว่าองค์กรอื่น ๆ ที่ปลดพนักงานก็คือ วอยซ์ทีวีมีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อคนที่ควรให้คุณและคนที่ควรให้โทษมาโดยตลอด ถ้าไม่นับเหตุการณ์ปลดคนออกครั้งนี้ การบริหารคนภายในองค์กรถือว่าทำได้ไม่ดีเลย ตัวอย่างหนึ่งที่อยากยกมา (แต่คงจะพูดได้แค่คร่าว ๆ เท่านั้น) ก็คือการที่คนมีอำนาจตัดสินใจถือเอาอคติส่วนตนมาพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังแสดงอคติอยู่ แล้วก็พาลคนอื่นว่าพวกเขาเหล่านั้นมีอคติแทน พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ใหญ่บางคนรับฟังแต่เรื่องที่ "เข้าหู" นั่นแหละ ซึ่งผู้ใหญ่แบบนี้พบได้ในหลายองค์กร

ผู้ใหญ่ หรือผู้บริหาร นี่ก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ เช่นกัน คือ คนที่เกิดมาเพื่อบริหาร กับคนที่ทำงานนั้น ๆ มานานจนได้บริหาร ซึ่งกลุ่มแรกจะมีปัญหา คือ บางคนอาจไม่เข้าใจงานเท่าที่ควร ขณะที่กลุ่มหลังนี่ก็อาจสร้างปัญหาได้มากไม่ต่างกัน เพราะรู้จักงานแต่บริหารไม่เป็น เพราะคำว่า "บริหารเป็น" นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การบริหาร "ตัวงาน" เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการบริหาร "ตัวคน" ด้วย

หนอเห็นองค์กรจำนวนมาก -ไม่ใช่แค่องค์กรที่เคยเข้าทำงานเองเท่านั้น-  ประสบปัญหาภาพลักษณ์ดีแต่ "เน่าใน" คือ มีปมบางอย่างที่แก้ยาก หรือแก้ไม่ได้ หรือแก้ได้แต่ไม่แก้ ซึ่งภาวะแบบนี้ควรต้องเร่งรักษาให้หายขาด โดยก่อนอื่นผู้ใหญ่ในองค์กรต้อง 1 รู้ตัว ให้ได้ก่อน แล้วจึง 2 ยอมรับ และ 3 หาทางบรรเทา/แก้ไข ไปทีละเปลาะ

สุดท้าย หนอขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่ไม่ได้ไปต่อ และคนที่ยังต้องอยู่ต่อ "ในทุกองค์กรที่กำลังประสบปัญหา" ขอให้ทุกท่านมีพลัง -ทั้งพลังกายและพลังใจ- ในการใช้ชีวิตและทำงานต่อไป หนอเชื่อเหลือเกินว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะพาทุกท่านไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม ขอเพียงให้ยิ้มสู้เท่านั้น

------------------------------

ทั้งหมดนี้มาจากอดีตพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่ง ที่ประสบการณ์ไม่มาก และเคยรู้สึกน้อยใจที่นายไม่เห็นค่า เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านไม่ต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับทุกคำพูดหรอก จะอ่านเอามัน อ่านเอาสะใจ หรืออ่านเพื่อเติมเต็มความรู้สึกอะไรสักอย่างก็แล้วแต่ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและอ่านจนจบค่ะ

February 8, 2016

เทศกาลดอกไม้


สุดสัปดาห์นี้จะถึงวันวาเลนไทน์
ที่หลายคนรอคอยแล้ว
สำหรับคนมีคู่นั้น
คงถือเป็นทั้งโอกาสพิเศษ
และทั้งภาระพิเศษ
ในเวลาเดียวกัน
เพราะจำเป็นต้องหาของขวัญ
ที่ถูกใจฝ่ายตรงข้าม
ต้องสร้างบรรยากาศ
ต้องทำวันธรรมดา ๆ ให้น่าจดจำ

หนึ่งในของขวัญสุดฟุ่มเฟือย
ที่ผู้รับรู้ดีว่าฟุ่มเฟือย
แต่ก็ยังอยากได้รับอยู่ดี
ก็คือ ช่อดอกไม้
แน่นอนว่า
เธอคนนั้นอาจจะบอกกับคนรู้ใจว่า
"ไม่ต้องซื้อดอกไม้ให้นะ แพง"
แต่หากเธอได้รับ
ก็คงจะรู้สึกชื่นใจไม่น้อย
และวันธรรมดา ๆ นี้ก็จะน่าจดจำ

กุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของวาเลนไทน์
ที่หลายร้านค้า หลายแบรนด์
จำเป็นต้องสรรหามาใช้
ในช่วงเทศกาลแห่งความรัก
เพื่อเอาใจลูกค้าเช่นกัน
และหนึ่งในโปรโมชั่น
ที่น่าประทับใจ
ก็คือ เค้กกุหลาบ
ไม่ใช่กุหลาบเฉย ๆ ด้วยนะ
แต่เป็น ช็อกโกแลต-กุหลาบ

เค้กที่ว่านี้มีขายที่ร้านแฟตบีเวอร์
ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของห้างเดอะซีซั่นส์
ใกล้สถานีบีทีเอสสนามเป้า
ถัดมาทางโรงพยาบาลพญาไท 2
ติดกับซอยพหลโยธิน 1 (ลือชา)
ถ้าได้ชิมเค้กของที่นี่จะรู้เลยว่า
ทุกเมนูเกิดจากความตั้งใจ
พิถีพิถันเลือกวัตถุดิบ
ออกมาเป็นเมนูสุดพิเศษ
ทำเองทุกชิ้น ไม่รับจากที่อื่น

จริงอยู่...
ที่การให้เค้กดอกไม้เป็นของขวัญ
คงทดแทนการให้ดอกไม้จริง ๆ ไม่ได้
แต่อย่างน้อยก็ให้ถือเป็นอีกตัวเลือก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สำหรับผู้รับที่ชอบรับประทานเค้ก
หรือชอบของหวานเป็นชีวิตจิตใจ
รับรองว่าเค้กร้านนี้
จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
(ใครอยู่ไกลเขาก็มีบริการส่งทาง "แกร็บ" ด้วย)


---------

FAT BEAVER
IG: @fatbeaverbk
Call: 088.577.0502
Line ID: fatbeaver
E-mail: contact.fatbeaver@gmail.com