November 7, 2014

รูโรนิเคนชิน 3 - ปิดฉากตำนาน


แล้วรูโรนิเคนชินก็จบลงไปทั้ง 3 ภาค
ในไทยเราถือว่าไม่ดีเลย์จากญี่ปุ่นเท่าไร
เดือนสองเดือน
เรียกว่าดีเลย์แบบไม่น่าเกลียด

ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้มีความหมายกับแฟนๆ คนอื่นมากแค่ไหน
แต่สำหรับหนอ
'ซามูไรพเนจร' คือการ์ตูนเล่มชุดแรกและชุดเดียว
ที่ซื้อเก็บจนครบ 28 เล่ม

แน่นอนว่าตั้งแต่ภาคแรกมาทีมงานทำได้ดี
จนเกินความคาดหมายแฟนๆ
และเสียงตอบรับที่ดีก็เกินความคาดหมายทีมงานด้วยเช่นกัน
จนกระทั่งมีภาค 2.1 และ 2.2 หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าภาค 3

จากหนังทั้ง 3 ส่วนนี้ทำให้เห็นความตั้งใจอย่างหนึ่ง
ที่ต้องการให้ 'ฮิมุระ เคนชิน' มีความเป็นคน
มากกว่าเวอร์ชันอื่นๆ (ซึ่งก็มีแต่แอนิเมะ)
และแสดงความรู้สึกแบบที่ทีมงานตีความ

สำหรับหนอ ที่คิดว่าดูมาแทบจะทุกเวอร์ชันแล้ว
ขอบอกว่า เดาเนื้อเรื่องหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย
และระหว่างดูก็ลุ้นไปตลอดว่า
'มันจะผูกเรื่องยังไงต่อหว่า?'

การย่อเรื่องจากการ์ตูน 28 ตอน
หรือจากแอนิเมะ 95-96 ตอน
มาเป็นหนัง 3 ภาค ไม่ใช่เรื่องง่าย
และหลายช่วงหลายตอนไม่ได้ถูกนำเสนอ

จากที่อ่านสัมภาษณ์อาจารย์โนบุฮิโระ วัตสึกิ คนเขียน
หนอเข้าใจเอาว่าอาจารย์อยากนำเสนอ
เรื่องประมาณนี้ด้วยเหมือนกัน
ทั้งการสร้างแอนิเมะและการเขียนการ์ตูนเวอร์ชันใหม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
'ยูกิชิโระ โทโมเอะ' ภรรยาเก่าของเคนชิน
ถูกพูดถึงน้อยลงเรื่อยๆ จนมาในหนังคนแสดง
ที่เหลือเพียงแผ่นหลังยามร้องไห้เพียง 1 ซีนเท่านั้น

โทโมเอะ เป็นตัวละครที่หนอชอบที่สุด
แต่ก็ไม่เชิงว่าจะทำให้หนอผิดหวังกับหนังหรอกนะ
หนอทำใจมาตั้งแต่ดูแอนิเมะแล้ว
และอีกอย่าง แฟนๆ คงอยากเห็นคู่ 'เคนชิน-คาโอรุ' มากกว่า


ซึ่ง...
ก็จะได้เห็น
และได้เห็นยิ่งไปกว่า
Deleted Scene หลังจากแอนิเมะ Episode 95 ด้วย


หนอว่าทีมงานจงใจใส่ 'ความเป็นคน'
และ 'ความเป็นคนรัก' ให้เคนชิน
เพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นในมุมที่อยากเห็นเต็มที่
โดยเฉพาะความพีคในซีน 'ขอแต่งงาน' ที่เรียกเสียงฮือฮาจากทั้งโรง

คือมันน่าแปลกไหมล่ะ
เราเห็นทั้งสองคนแต่งงานมีลูก
ในแอนิเมะเวอร์ชันต่างๆ
แต่ยังไม่มีใครเคยเห็นเคนชินขอแต่งงานเลย!

มันไม่ได้เปลี่ยนโทนของการ์ตูนหรอกนะ
มันเป็นความพยายามทำให้ถูกใจแฟนๆ มากกว่า
และสำหรับหนอ ฉากบู๊และดนตรีประกอบก็มากเพียงพอแล้ว
ที่จะทำให้อยากเชิญชวนทุกคนเข้าไปดู

ถ้าจะมองข้ามเลือดปลอมที่แดงจัดจนเกินไป
และความน่ารำคาญ/ความเป็นการ์ตู๊นการ์ตูนของซาโนะสุเกะไปได้
หนังเรื่องนี้ถือว่า Smooth มาก
ดูได้อย่างคุ้มเงิน แม้คุณจะไม่ใช่แฟนซามูไรพเนจรก็ตาม

----------

สรุปใหม่แบบ ณ วันนี้เลยดีกว่า

ภาค 1 หนอให้ 9 เต็ม 10
ภาค 2 หนอให้ 8 เต็ม 10
ภาค 3 หนอให้ 8.5 เต็ม 10

(นี่เรียกว่าปล่อยคะแนนแล้วนะ 555)


November 5, 2014

ความฝันยิ่งใหญ่ของใครคนหนึ่ง

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว
หนอไปเรียนชงกาแฟมาค่ะ
เวลาเรียนสั้นมาก แค่หนึ่งวันเต็มเอง
เรียนการชงและการเปิดร้านกาแฟคร่าวๆ

ร้านกาแฟตามหลักสูตรที่ว่านี่
ไม่ใช่ร้านชิคๆ ที่คนชอบไปถ่ายรูป
กินกาแฟพร้อมบรรยากาศ
หรูหราอะไรขนาดนั้นนะคะ

นึกถึงร้านหน้ามหา'ลัย
ร้านในที่ชุมชน
ที่มีให้เลือกทุกเมนูน่ะ - ร้อน เย็น ปั่น
ไม่คำนึงถึงความหรูหราเท่าไร

ที่หนอไปเพราะความอยากรู้ล้วนๆ
ไม่ได้คิดอยากจะเปิดร้านอะไรเลย
แต่คนอื่นรอบตัวหนอเข้ามาจดเล็กเชอร์อย่างตั้งใจ
ทั้งที่หลายคนดูไม่เคยดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ด้วยซ้ำ

มีคุณน้าท่านหนึ่ง
ตั้งใจจดแทบทุกตัวอักษร
ทั้งที่ในตำราเรียนก็มีเขียนไว้
และจะยกมือถามสิ่งที่ครูเพิ่งพูดไปตลอดเวลา

ทั้งหมดนี้ทำให้หนอเข้าใจว่า
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเข้าคลาสเหล่านี้
เพื่อนำไปประกอบอาชีพจริงๆ
โดยไม่เกี่ยวโยงกับความสนใจและความชอบเลย

อะไรทำให้คนเหล่านี้ตัดสินใจแบบนี้กันนะ?
ความฝันเหรอ? แต่เขาฝันว่าอะไรกัน?
ฝันว่าอยากมีร้านกาแฟ?
หรือฝันแค่ว่าอยากมีธุรกิจที่ไปได้ดี?

หนอ... ในฐานะคนที่ไม่มี passion คนหนึ่ง
และไร้ทิศทางมาตั้งแต่เด็กจนโต
มองเห็นความไร้ทิศทางเหล่านี้
แล้วก็ได้แต่สงสัย

หนอรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้ตัวว่าอยากทำอะไร
แต่อย่างน้อยๆ
สิ่งที่คนเราจะทำได้ดี
ควรเริ่มจากสิ่งที่สนใจก่อน

สำหรับคนที่จะวางแผนอะไรสักอย่าง
คิดดูให้ดีก่อนนะคะ
การเสี่ยงทำความฝันให้เป็นจริง
เป็นเรื่องที่ควรทำก็จริง

แต่การค้นหาความฝัน
ให้รู้ว่าตัวเราต้องการอะไรก็สำคัญไม่แพ้กัน
อย่าคิดแต่ว่าจะทำตามกระแส
เพราะมันง่าย มันถูก และมันน่าจะดี

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทั้งนั้น
ความรัก ความฝัน ความสำเร็จ
ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
ขอให้ทุกคนโชคดีกับความฝันนะคะ ^^

แก่ อ้วน น่าเกลียด

"หนอๆๆ กูเจอแฟนเก่ามึงที่หอกลาง...
ท่าทางดูประหลาดมาก
ไม่เหมือนสมัยก่อนเลยอะ
แก่ลงด้วย อ้วนขึ้นด้วย
ดูน่าเกลียดไปเลย"

นั่นเป็นเสียงตามสายจากเพื่อนสนิท
แน่นอนว่าต้องอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเรียน
ถึงได้รู้ "สภาพ" สมัยก่อนของแฟนเก่าหนอเป็นอย่างดี
และถึงได้รู้ว่าบุคคลที่ว่านั้นเปลี่ยนไปมากขนาดไหน
และการเปลี่ยนไปเช่นนี้น่าตกใจขนาดไหน

หนอว่าหลายคนน่าจะเคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
ที่ต้องมาเจอเพื่อนเก่าเพื่อนแก่
คนคุ้นเคย-คนเคยคุ้นทั้งหลาย
แล้วก็ได้แต่ตกใจที่พวกเขาเปลี่ยนไปมาก
ทั้งที่เวลาผ่านไปไม่นาน

หนอไม่ได้เจอแฟนเก่าคนที่เพื่อนพูดถึงนี่นานแล้ว
นานจนไม่ได้นึกใส่ใจ
แต่ก็พอจะนึกออกว่าไลฟ์สไตล์คนเรา
สามารถทำให้รูปลักษณ์เปลี่ยนไปได้
แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่นาน

หนอเองตั้งแต่ทำงานข่าวมา
ก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลย
รู้สึกอ่อนแอลงเยอะ
แต่น้ำหนักขึ้นมาไม่มาก
ซึ่งหน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร

หลายคนอายุมากขึ้น
ปล่อยตัวมากขึ้น
กิจกรรมน้อยลง
การเผาผลาญน้อยลง
ก็แน่อยู่ล่ะ ว่าต้องดูแก่ ดูอ้วน

ทีนี้ หนอได้อะไรจากเรื่องทั้งหมด?

ในช่วงเดียวกับที่เพื่อนคนนี้โทร.หา
หนอก็ได้รับรู้ความเป็นไปของ
"ชายคนหนึ่ง"
ที่อยากจะเรียกว่าเพื่อน ว่ากิ๊ก ก็ตามสบาย
เอาเป็นว่ามีช่วงหนึ่งที่คนคนนี้มีผลต่อจิตใจ

น่าแปลกที่ความรู้สึกแรกที่เห็นรูปปัจจุบันของเขา
ไม่ต่างจากสิ่งที่เพื่อนสนิทพูดถึงแฟนเก่าเลย
แก่ อ้วน น่าเกลียดไปเยอะ
กาลเวลานี่ช่างร้ายกาจ
ทำร้ายคนสภาพดีๆ ให้แย่ลงแบบไม่น่าเชื่อ

หนอไม่ได้เจอคนคนนี้มาได้สัก 1 ปีเอง
แต่เขาก็เปลี่ยนไปมาก
หรือจริงๆ เขาก็อาจจะเปลี่ยนของเขาอยู่ทุกปีแหละ
หนอแค่ผ่านมาในชีวิตเขาช่วงสั้นๆ
บอกอะไรไม่ได้

ทั้งหมดนี้ทำให้หนอคิดได้อย่างหนึ่ง
การที่ได้เห็นแฟนเก่า กิ๊กเก่า แก่ อ้วน น่าเกลียด
ทำให้หนอเข้าใจความรักมากขึ้น
และก็ทำให้หนอมองหา
สิ่งที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน

เขาคงไม่ดูแก่ ไม่ดูอ้วน ไม่ดูน่าเกลียด
ถ้าหนอยัง (อยู่ในสภาวะ) รักเขา
หรือต่อให้เขาแก่ อ้วน น่าเกลียด
แต่ถ้าหนอเป็นคนรักที่อยู่ข้างๆ เขา
สิ่งเหล่านั้นก็คงไม่มีความสำคัญ

คนเราคงเกิดมาเพื่อหาคนที่จะแก่ไปด้วยกัน
อ้วนไปด้วยกัน
น่าเกลียดไปด้วยกัน
แต่ยังคงน่ารักสำหรับกันและกันเสมอ
ใช่ไหม?

ก่อนหน้านี้หนอก็เคยคิดนะ

บางคนที่เราเจอหน้าตาธรรมด๊าธรรมดา
กลับมีรอยยิ้มที่มีผลต่อเรามากมาย
บางคนหน้าตาดี๊ดี
แต่แค่ต้องอยู่ใกล้ๆ ยังไม่อยาก
ของอย่างนี้ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

หนอว่า...
กับคนที่เราชอบ
เสียงตัดพ้อต่อว่ายังไงก็น่าฟัง
กับคนที่เราไม่ชอบ
เสียงหัวเราะสดใสยังไงก็น่ารำคาญ

และเมื่อเรามองคนที่ชอบแล้ว
ต่อให้เขาจะประหลาด
จะเด๋อด๋ายังไงก็ตาม
คนเหล่านี้จะน่าเอ็นดูเสมอในสายตาเรา
และเราก็จะอยากจ้องมองเขาไปนานๆ

ซึ่งบางทีปัญหามันอยู่ตรงนี้
ตอนรักกันมองอะไรก็ดี
พอเลิกกันทีมองอะไรก็แย่
แต่ก็นั่นแหละนะ
เราคงต้องหาจนกว่าจะเจอ

คนที่จะแก่ จะอ้วน จะน่าเกลียด
แต่ก็ยังเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา
และคนที่จะมองเราแก่ เราอ้วน เราน่าเกลียด
แต่ก็ยังเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา
จริงไหมล่ะ?

October 5, 2014

โดนทำโทษ

นานมาแล้ว @jirabell เคยทวีตว่า
'แม้จะรู้ว่าทำหัวใจหล่นหายไว้ที่ไหน-ตอนไหน
ก็ใช่ว่าเราจะก้มลงเก็บมันเอากลับมาไว้ที่เดิมได้'

อันที่จริง
เราไม่ได้อยากจะยอมรับด้วยซ้ำ
ว่าหัวใจได้หล่นหายไปแล้ว

ก็เหมือนเวลาที่
ทำของอย่างอื่นหายนั่นแหละ
เราจะรู้สึกไปว่ากำลังจะโดนทำโทษ

หรือว่านี่คือเรากำลังโดนทำโทษอยู่?

September 23, 2014

20 facts about me


1 ชื่อ 'หนอ' มาจากเพลง 'ใครหนอ'
2 นรณฏฐ อ่านว่า นอ-ระ-นัด
3 เคยประกวดมารยาท (ทีม) ได้อันดับ 2 ของประเทศ
4 ตอนป.5 ร้อยพวงมาลัยกุหลาบมอญได้สวย
5 เรียนม.4 ที่เมกา
6 ตอน ent เลือกจุฬาฯ 3 อันดับ
รัดสาดการทูตอันดับ 1 อักษรอันดับ 2 นิเทศอันดับ 3
7 สมัยเรียนจุฬาฯ ชอบนั่งสตาร์บัคส์
สยามดิสฯ ชั้น 4 โต๊ะหลืบในสุดที่ประจำ
8 ไม่เที่ยวกลางคืน
9 ไม่ดื่มกาแฟดำ
10 โฟเบียสัตว์ปีก
11 โตมาแบบอ่านการ์ตูนแมนๆ เพราะมีพี่ชาย
12 ชอบหนังสงคราม
13 ไม่ดูหนังผี
14 เรียนเต้นครั้งแรกตอนอายุ 20
15 เรียนภาษาอยู่ที่เกาหลี 1 ปีครึ่ง
16 มีเพื่อนดูดวงแม่นมากกว่า 1 คน
17 ไม่รักเด็ก
18 สามารถอยู่ในห้องเปล่าๆ คนเดียวได้โดยไม่รู้สึกขาดอะไร
19 เวลาเงียบก็เงียบมาก เวลาคุยก็คุยมาก
20 เคยเล่น mv - ละครเวที (เป็น extra)

August 31, 2014

เขาไม่อยากเห็นเรารักกัน



การรักใครสักคนเป็นเรื่องกล้าหาญ
และเช่นเดียวกัน
การรักใครสักคน
ที่สังคมบอกว่าไม่ควรรัก
ก็นับเป็นเรื่องกล้าหาญอย่างยิ่ง

เมื่อไม่นานมานี้
ทีมข่าวที่ทำรายการ
เกี่ยวกับภาพยนตร์ทางเลือก
ที่ตีแผ่ประเด็นสังคมหลากหลายด้าน
ได้รับแจ้งว่าเนื้อหาบางส่วนออกอากาศไม่ได้

ที่ว่า ออกอากาศไม่ได้
ก็เรียกง่ายๆ ว่าโดนเซ็นเซอร์นั่นแหละ
ซึ่งทุกคนแปลกใจมาก
เพราะเนื้อหาและภาพทั้งหมด
มาจากภาพยนตร์ที่มีการจัดฉายจริง

สิ่งที่จัดฉายในประเทศได้
จะ ออกอากาศทางจอโทรทัศน์ไม่ได้
ได้อย่างไรกัน?
ต้องมีอะไรเข้าผิดกันแน่ๆ
ต้องสื่อสารกันผิดพลาดแน่ๆ

ปรากฏว่า
มีการบอกกล่าวเรื่องตัด/เบลอภาพจริง
โดย เขา ไม่ต้องการให้
ภาพ ผู้ชายเดินจับมือกัน ออกอากาศไป
ขณะที่ ภาพชายหญิงจูบกันนั้นไม่เป็นไร

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถาม
ว่าสังคมนี้เปิดรับความหลากหลายทางเพศจริงหรือ?
ในขณะที่ทั้งโลกมองว่าเมืองไทยคือสวรรค์
ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
มีการผ่าตัดข้ามเพศ มีการประกวดความงาม

น่าแปลกใจที่คนยังไม่ยอมรับ
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมอยู่มาก
ไม่ใช่ออกมาโวยวายว่าไม่ต้องการให้มีนะ
คือรู้ว่ามี... แต่ไม่อยากเห็น
คิดไปว่าภาวะที่แตกต่างนั้น ผิดปกติ

ต้องรอถึงเมื่อไร
คนส่วนใหญ่
หรืออย่างน้อย ผู้ที่มีอำนาจ (aka หน่วยเซ็นเซอร์)
ถึงจะมองแล้ว เห็น ถึงความเป็นจริง
มองคนให้เป็นคนได้เสียที

ชายรักชายแล้วยังไง?
เป็นทอมแล้วยังไง?
เคยชอบผู้ชายแต่เปลี่ยนไปชอบผู้หญิงแล้วยังไง?
เป็นตุ๊ดเป็นเกย์แต่มีลูกกับผู้หญิงแล้วยังไง?
ในเมื่อเพศสภาพเป็นสิ่งที่ Fluid / เปลี่ยนแปลงได้ตลอด

นอกจากประเด็นความหลากหลายทางเพศแล้ว
ยังมีการเซ็นเซอร์ที่ไร้ความจำเป็น
และไม่ Make Sense อีกมาก
ทั้งการ เบลอ สะดือคนที่ใส่เสื้อเอวลอย
ทั้งการ เบลอ ขอบชุดว่ายน้ำส่วนใกล้เนินอก

ต้องยอมรับจริงๆ ว่า
หน่วยเซ็นเซอร์ประเทศเรา
สามารถทำให้สิ่งที่ไม่โป๊ดูโป๊มากไปได้ทันที
ด้วยข้อกำหนดที่ไม่ผ่าน กระบวนการไตร่ตรองที่ดีเหล่านี้
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ทุกที่ ทั้งโทรทัศน์ทั้งภาพยนตร์

* ขอระบุนิดหนึ่งว่า
หน่วยเซ็นเซอร์อะไรที่ว่านี้
ไม่ใช่หน่วยระดับประเทศ
(ซึ่งจุดนี้ก็ไม่รู้ว่าเปิดกว้างกว่าแค่ไหนน่ะนะ)
แต่เป็นหน่วยระดับภายในองค์กรเอกชนกันเอง

อีกนานแค่ไหน
กว่าที่คนเราจะเท่ากัน
กว่าที่คนจะมองกันเอง
แล้วเห็น คนที่เต็มคน
ในแบบ ใจเขาใจเรา

การรักใครสักคนเป็นเรื่องกล้าหาญ
และเช่นเดียวกัน
การรักใครสักคน
ที่สังคมบอกว่าไม่ควรรัก
ก็นับเป็นเรื่องกล้าหาญอย่างยิ่ง

August 17, 2014

วันที่ถูกกำหนดมาแล้ว


หลายครั้งที่หนอนั่งสงสัย
ว่าทำไมบางเหตุการณ์ถึงไม่เกิดขึ้น
อย่างที่มันควรจะเกิด
บางสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในชีวิตเรา
กลับไม่เคยปรากฏ
อย่างที่มันปรากฏในชีวิตคนอื่น

มันก็จริง
ที่ว่าทุกคนต่างก็มีชีวิตของตัวเอง
ไม่มีชีวิตใครซ้ำกัน
ไม่มีชีวิตใครแทนค่าลงในชีวิตใครได้
ทุกคนมี Timing ของตัวเอง
ทุกสิ่ง - ในชีวิตทุกคน - มี Timing ของมันเอง

บางครั้งหนอก็คิดนะ
ว่าหลายเหตุการณ์รอจังหวะที่จะเกิดขึ้น
ไม่ได้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น
ไม่ได้เป็นไปตามกระแสสังคม
แม้แต่เรื่องที่ว่า
เราควรดูหนังสักเรื่องตอนไหน?

ปกติ หนอดูหนังตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ที่มันเข้า
ยกเว้นว่าจะเป็นการดูแบบไม่ได้ตั้งใจดู
คือดูฆ่าเวลา ดูแก้เบื่อ
อันนั้นก็แล้วแต่ว่าโรงหนังสาขาที่ไปมีอะไรฉาย
สำหรับเรื่องที่ตั้งใจไปดู ทั้งในและนอกกระแส
มักเกิดขึ้นจากการ Plan ไว้แล้วว่าจะดู

หนึ่งเรื่องที่เคย Plan แบบลางๆ
บวกด้วยแรงโถมจากกระแสสังคม
ก็คือ Begin Again
แต่จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่
หนอกลับไม่ได้รู้สึกอยากไปดู
แล้วก็ตัดใจไปเสียอย่างนั้น

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทุกคนที่ตาม ทั้งในทวิตเตอร์ ทั้งในอินสตาแกรม
ต่างพากันอัพรูปและแคปชั่น
เป็นบท เป็นเนื้อเพลงจากหนัง
แต่นั่นก็ไม่ได้จูงใจให้หนอไปดูเท่าไร
ทั้งที่ชอบมาร์ก รัฟฟาโร กับ เคียรา ไนต์ลี เป็นทุนเดิม

------

เมื่อวานนี้
เป็นวันที่ดีที่สุด
สำหรับหนอ
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ทั้งที่กิจวัตรก็เดิมๆ
วันหยุดหนึ่งวันในสัปดาห์ของนักข่าว

หลายคนแปลกใจที่รู้ว่า
หนอทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน
ซึ่งจริงๆ ก็ไม่แปลกนัก
ในสังคมนักข่าว
คนอื่นๆ แค่ไม่คุ้นเคย
'วันอาทิตย์จะทำงานทำไม?' เขามักถามกัน

ความโชคดีเรื่องวันหยุดของหนอ
จะมีอยู่นิดหนึ่ง
ก็ตรงที่ 'โต๊ะข่าวต่างประเทศ' ของที่ช่อง
มีบุคลากรมากพอที่จะสามารถสลับกันหยุดได้
ก็คือนักข่าวแต่ละคนจะต้องทำงาน 6 วัน
แค่สัปดาห์เว้นสัปดาห์

ซึ่งการทำงาน 5 วันบ้าง 6 วันบ้าง
ก็ไม่ได้ทำให้หนอเปลี่ยนกิจวัตร
หรือพยายามนัดเจอเพื่อนสักเท่าไร
หนอยังชอบที่จะไปไหนมาไหนคนเดียว
อ่านหนังสือ ดื่มกาแฟ
ซื้อของ เดินห้าง ดูหนัง

แล้วเมื่อวานนี้หนอทำอะไรบ้างน่ะเหรอ?
ดื่มกาแฟ - ตามปกติ
อ่านบทความเตรียมเอาไปเขียนสกู๊ป - ปกติ
สั่งน้ำผลไม้คั้นสด - ไม่บ่อย แต่นับว่าปกติ
ดูหนัง - ก็ยังปกติ
ช้อปปิ้ง - ไม่บ่อยเท่าดูหนัง แต่ก็ยังปกติ

ที่นี้ การตัดสินใจดู Begin Again
หลังจากกระแสซาไปแล้วนี่
นับว่าผิดปกติ - ผิดฟอร์ม - ไปบ้าง
แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย
เพราะเรื่องอื่นไม่มีอะไรน่าดูเลย
ในความคิดหนอน่ะนะ

------

ทุกอย่างคงมี Timing ของมันจริงๆ
ที่การเดินเข้าโรงไปดู Begin Again
เป็นวันที่หนอตัดสินใจตัดขาดจากบางอย่าง
คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหม?
กับการที่รอจนป่านนี้
จนมาถึงวันที่หนังจะมีความหมายสอดคล้องกับชีวิตเราขนาดนี้

Begin Again เป็นหนังที่ดูสบายที่สุด
ในรอบหลายปีมานี้
ซึ่งหนอไม่ได้รู้สึก Peak นะ
ไม่ได้กรี๊ด ไม่ได้อะไร
แต่รู้สึกว่าดูแล้วอิ่มเอมดี
ดูแล้วอยากเริ่มชีวิตดีๆ ใหม่อีกครั้ง

บางที... ความรู้สึกของคนเรา
ก็เป็นพันธนาการกับตัวเองนะ
แล้วถ้าเราหลุดจากพันธนาการนั้นได้
เราก็จะสบายใจเอง
ซึ่งบางที... พันธนาการที่ว่า
ก็มาในรูปของ 'หลุมรัก'

หลุมรักที่ลึก มืด และไม่มีก้นบึ้ง
ตกลงไปนานๆ ก็เคว้งคว้างนะ
ไม่มีแสงสว่าง
ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่มีอนาคต
จะอยู่ในนั้นนานๆ ทำไม

ความรักในที่นี้
ไม่ได้หมายถึงความรักจิ๊จ๊ะหนุ่มสาว
คบหากันเป็นแฟน
หรือแอบชอบกันในแบบนั้นเท่านั้นนะ
แต่ยังรวมถึงความรู้สึกดีๆ
ความเอ็นดู ความเป็นห่วง อะไรอย่างนี้ด้วย

หลุมรัก หลุมเอ็นดู หลุมห่วง อะไรเหล่านี้
จะทำให้เราอกหักได้เมื่อไรกัน?
ก็เวลาที่อีกฝ่ายไม่ Reciprocate ไง
ไม่ทำเหมือนกัน ไม่คิดเหมือนกัน
ไม่สนใจที่จะตอบสนองในทิศทางเดียวกัน
ก็แค่นั้นล่ะ หลักการง่ายๆ

------

สรุปว่า
หนอตัดสินใจเดินออกมา
จากความสัมพันธ์ผิวเผินอันหนึ่ง
ไม่ใช่แบบชู้สาวหรอกนะ
แล้วก็ไม่ได้มีใครทำอะไรใคร
เพียงแต่หนอรู้สึกถูก Treat แบบไม่สมควรก็เท่านั้น

และเท่าที่หนอรู้
หนอก็พยายามทำทุกอย่างแล้ว
ที่จะให้ความสัมพันธ์และบรรยากาศ
- ระหว่างตัวหนอกับเขาคนนั้น - ดีขึ้น
แต่มันดูเกินจะเยียวยาแล้ว
และเขาก็คงไม่ต้องการ

แม้ว่ามันจะดูห้วนและเย็นชา
แม้ว่ามันจะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
ที่อยู่ดีๆ หนอจะรู้สึกเบื่อหน่าย
คนที่หนอเอ็นดูมาตลอดได้ขนาดนี้
แต่มันก็เป็นไปแล้ว
มันคงเป็นวันที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ให้คิดได้
ให้ลุกขึ้นปลดพันธนาการ
ให้ปีนขึ้นจากหลุมรัก
ให้ไปดูหนัง
ให้อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่
ให้อยากมีชีวิตที่ดี และเคารพตัวเองให้มากๆ

การเคารพตัวเองนี่สำคัญนะ
หลายคนคิดว่า
การทำดีกับคนอื่นสำคัญที่สุด
การรักษามารยาทสำคัญที่สุด
แต่สิ่งเหล่านั้นควรต้องควบคู่ไปกับ 'การเคารพตัวเอง'
ไม่ใช่ว่าไปผูกตัวเองไว้กับคนอื่นทุกอย่าง

ถ้าจะมีข้อคิดอะไรที่หนอได้จากหนังเรื่องนี้
ก็คงเป็นประมาณนี้ล่ะ
กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่
และตัดสินใจในสิ่งต่างๆ แบบเคารพตัวเอง
ถ้าชีวิตไม่ดี ก็ลองเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตดู
ถ้าบรรยากาศรอบตัวไม่ดี ก็ลองเปลี่ยนผู้คนที่แวดล้อมดู

------

สิ่งต่างๆ ในชีวิตหนอคงมี Timing ของมันแหละเนอะ
มันมีคนที่ถูกกำหนดมาแล้ว - ให้ตกค้างอยู่ในชีวิต
มันมีคนที่ถูกกำหนดมาแล้ว - ให้หล่นหายไปจากชีวิต
และมันก็มีวันที่ถูกกำหนดมาแล้วเช่นกัน
ให้เราต่างพบเจอ ตกค้าง และหล่นหายไปจากกัน
ใช่ไหม?