June 11, 2013

ความเท่าเทียมบนท้องถนน

วันนี้ฝนตกหนักมาก
และรถก็ติดมากด้วย
ทุกคนดูจะประสบปัญหากัน
ทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร

ฝนยังคงตก
ตอนที่หนอขึ้นแท็กซี่
ระยะทางไม่ไกลบนถนนสายเดียว
แค่แล่นตรงมาก็ถึงบ้านหนอแล้ว

วันนี้ใช้เวลานานเป็นพิเศษ
แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้รีบอะไร
ขามาจ่ายไปไม่ถึง 80 บาท
ขากลับจ่ายเท่าไรรอลุ้นเอา

คนขับแท็กซี่คันนี้พูดเก่งมาก
พูดเก่งจนทำอะไรไม่ถูก
ไม่สิ ทำอะไรไม่ได้เลยต่างหาก
อุตส่าห์ทำเงียบ ไม่ตอบไปก็หลายครั้ง

หนอสังเกตว่าคนขับชอบชี้ให้ดู
คนยืนรอรถริมถนน
คนรอกลับบ้าน
คนไม่มีร่ม

คนเดินถนนมีหลายประเภทสินะ
รถบนถนนก็มีหลายประเภทเช่นกัน
คนขับคนนี้เล่าถึงการขับรถแบบต่างๆ
รถเบนซ์เร่งถึง 180-200 ยังขับนิ่มมาก อะไรก็ว่าไป

หนอคิดในใจว่า
จุดนี้รถเบนซ์ก็ไปไม่ได้ปะวะ...
หนอหันไปมองนอกรถแทน
ไม่มีใครขยับไปไหนได้เลย

นานๆ ทีจะมีวันอย่างวันนี้นะ
วันที่คนเดินเท้ามีแต่ตัวไปไหนไม่ได้ไกล
วันที่มอเตอร์ไซค์แทรกไปก่อนรถไม่ได้
วันที่รถทั้งถูกทั้งแพงได้แต่จอดนิ่งอยู่บนถนน

นานๆ ทีทุกคนจะมีความรู้สึกร่วมกันนะ
ไม่ว่าจะเป็นคนรวยคนจน
ขยันหรือขี้เกียจ
สบายหรือมีภาระ

หลายครั้งที่หนอสังเกตระหว่างทาง
เวลาเลิกงานทุกคนจะรีบกลับบ้าน
ไม่มีใครสนใจใคร
หอบข้าวหอบของพะรุงพะรัง

หนอเห็นแม่ๆ หลายคน
หอบกับข้าวกลับบ้าน
หิ้วกันเส้นเอ็นแขนขึ้น
นั่งมอเตอร์ไซค์บ้าง รถตู้บ้าง

เอาเป็นว่า ทุกคนมีวิถีชีวิตของตัวเอง
มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบของตัวเอง
และมีวิธีกลับบ้านของตัวเอง
แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นก็ไม่ได้สบาย

คนส่วนใหญ่ในสังคม
ตื่นเวลาเดียวกัน
ออกจากบ้านพร้อมกัน
กลับบ้านพร้อมกัน

หนอเคยนั่งคิดเล่นๆ ว่า
จะมีใครที่ควรได้สิทธิ์กลับบ้านเร็วไหมนะ
คุณแม่ที่ถือกับข้าวถุงใหญ่ๆ
คุณพ่อที่ทำโอทีมาทั้งอาทิตย์

วันนี้เป็นวันที่ไม่มีใครได้สิทธิ์นั้นเลย
ทุกคนมากองรวมกันอยู่บนถนน
แบ่งปันลมหายใจร่วมกันคนแปลกหน้า
และไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือก

หนอบอกคนขับแท็กซี่ว่า
ให้ปล่อยลงที่ถนนใหญ่
หน้าลาวิลล่าอารีย์
เดี๋ยวจะเข้าบ้านเอง

มันง่ายกว่านะ
สำหรับคุณคนขับด้วย
แล้วจากนนั้นแกเองถึงได้ยอมรับ
ว่าถ้าได้แวะพักที่ปั๊มน้ำมันข้างหน้าก็คงดี

ไม่มีใครได้กลับบ้านเร็วหรอก
แต่อย่างหนึ่งที่รู้สึกดีคือ
การที่ได้ทำให้คุณคนขับได้พักบ้าง
การต่อรถเข้าซอยเองไม่ได้ทำให้หนอลำบาก

ถ้าวันนี้คุณกลับถึงบ้านแล้ว
รีบอาบน้ำเข้านอนนะคะ
อากาศอย่างนี้จะป่วยเอาได้
ขอให้ทุกคนมีวันพรุ่งนี้ที่ดีค่ะ

June 9, 2013

วันหนึ่ง หนึ่งวัน

วันหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้
หนอตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกใหม่ๆ
อย่างแรกที่ทำคือปิดแอร์
ลุกขึ้นมาได้ก็จัดหมอนข้าง
พับผ้าห่ม เก็บที่นอน

หนอเดินลงไปข้างล่าง
เปิดไฟในครัว
เปิดตู้เย็น หยิบกาแฟ
เสียบปลั๊กและเปิดทีวี
ดูข่าวไปพลาง ละเลียดกาแฟไปพลาง

ต้องออกจากบ้านสินะ
เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว
ก็ไปโบกรถหน้าบ้าน
สองข้างทางดูปกติดี
หมาสองสามตัวเล่นกันอยู่ริมถนน

ฟุตปาธคนเต็มเชียว
กำลังพักกลางวันกันล่ะสิท่า
เดินช้าอย่างกับจะชมจันทร์
คนรีบๆ หน่อยต้องลงไปเดินบนถนน
พนักงานบริษัทนี่เขาไม่รีบกันหรือยังไงนะ

คุณป้าขอทานนั่งอยู่ที่พื้น
มีกระเป๋าถือสีดำวางอยู่ข้างหลัง
ดู Professional ดี
ขาดแค่เครื่องตอกบัตร
ก็จะนับเป็นอาชีพได้แล้ว

บันไดเลื่อนขึ้นบีทีเอสแน่นมาก
ไม่มีใครหลีกทาง
ไม่มีใครขยับ
ไม่มีใครมีน้ำใจ
ไม่มีใครใช้หัวคิด

ในขบวนบีทีเอสไม่ค่อยมีคน
แอร์เย็นฉ่ำ
เป็นความรู้สึกที่ดี
แม้ข้างนอกจะไม่ค่อยร้อนเท่าไร
ออกจะครึ้มเสียด้วยซ้ำ

ประตูเปิด
คุณยายคนหนึ่งเดินเข้ามา
ผู้ชายสองสามคนลุกให้นั่ง
อืม อย่างน้อยก็มีคนขยับ
อย่างน้อยก็มีคนมีน้ำใจ

มีอะไรเกิดขึ้นรอบตัวเรา
เยอะแยะไปหมด
เป็นเช่นนี้อยู่ทุกวัน
แต่หลายคนมักเลือกที่จะไม่รับรู้
หนอก็เป็นหนึ่งในหลายคนนั้น

เป็นเวลานานแล้ว
ที่หนอไม่เคยหยุดมองสิ่งรอบตัว
ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเข้านอน
อย่างเดียวที่หนอหยุดมองมากที่สุด
ก็คือโทรศัพท์มือถือ

โลกที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือให้เล่น
ดูจะเป็นโลกที่มีรายละเอียดเยอะเสียจริง
รายละเอียดที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเราเท่าไร
รายละเอียดที่ไม่ได้น่าสนใจเท่าไร
รายละเอียดของสังคม

หนอรู้สึกว่ารอบตัวมีแต่ปัญหา
การหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น
มักเป็นทางออกที่ดีของหนอเสมอ
แต่หนอเลือกที่จะไม่หยิบมันขึ้นมา
แล้วเลือกมองปัญหารอบตัวแทน

จริงๆ แล้วมันก็สบายดีนะ
เมื่อเราอยู่กับโทรศัพท์มือถือน้อยลง
เราก็ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น
เหมือนเป็นการคืนตัวเราสู่สังคม
คืนตัวเราสู่โลก

อากาศดี
ไม่สดใสเท่าไร เพราะไม่มีแดด
แต่อากาศดี
จนจะหมดวันแล้ว
แต่อากาศก็ยังดี

และ... หนึ่งวัน แบตก็ยังไม่ค่อยลดลงเลย

June 5, 2013

อกไก่อบชานอ้อย


หนอนั่งอยู่ที่ระเบียงห้อง
ฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง
ชายหาดอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เดินจากตึกนี้ 10-20 ก้าวก็ถึง


ฟ้าที่นี่ยังคงสดใส
พระอาทิตย์ยังคงยิ้มแฉ่ง
อากาศที่นี่ดีกว่าสถานที่ที่หนอจากมาเยอะ
ได้ยินว่าที่กรุงเทพฯ ฝนตกหนักเชียว


หนอแสวงหาความเงียบสงบบางอย่าง
อาจหมายถึงความเงียบสงบในจิตใจก็ได้
เพียงแต่ต้องลองเปลี่ยนสถานที่ดูบ้าง
ถึงจะรู้แน่ว่าแสวงหาอะไรอยู่


วันนี้หนอได้รับสิ่งนั้นแล้ว
ได้รับมาส่วนหนึ่ง
สิ่งที่หาไม่ได้ที่กรุงเทพฯ
โลกส่วนตัวใบเล็กๆ


จริงๆ แล้วโลกส่วนตัวควรจะเกิดขึ้นได้ทุกที่
น่าเศร้ามากที่หนอยังต้องปรับตัว
แม้แต่กับโลกส่วนตัวของตัวเอง
คงเป็นเพราะว่าหนอไม่เคยยอมรับว่ามันมีอยู่


หนอคิดมาตลอดว่า การมีโลกส่วนตัวสูง
เป็นเสมือนคำด่า
เป็นสิ่งที่ความหมายไม่ดี
แปลได้ว่า การไม่มีคนเข้าใจ


ก็จริงอยู่
ไม่มีใครเข้าใจ
อย่างน้อยก็เรื่องการมาทะเลครั้งนี้
แต่ก็ยังดีที่ไม่มีใครพยายามตั้งคำถาม


การมาทะเลคนเดียวไม่ได้แย่ขนาดนั้น
ถ้าใช้มาตรฐานของหนอตัดสิน
คนอื่นๆ ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วย
ทุกคนใช้มาตรฐานของตัวเองตัดสินคนอื่นเสมอ


เที่ยวทะเลคนเดียวจะสนุกได้อย่างไร
พวกเขาถามกัน
ก็ไม่ได้สนุกนี่นะ
ก็หนอไม่ได้แสวงหาความสนุก


ตัวตนของหนอที่คนอื่นรับรู้
ดูจะเป็นทุกอย่าง
ที่ตรงข้ามกับความเงียบสงบ
ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ


ตัวตนส่วนหนึ่งของหนอ
เป็นอย่างที่คนอื่นเข้าใจนั่นแล
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า
หนอจะไม่มีมุมที่เงียบสงบเอาเสียเลย


ให้กลุ่มคนกับหนอ
แล้วหนอจะทำให้บทสนทนาสนุกสนาน
ชวนคุยเรื่องอะไรก็ได้
แล้วหนอจะทำให้ช่วงเวลาสนุกสนานนั้นมีคุณค่า


ตัดกลุ่มคนออกจากหนอ
แล้วหนอจะทำให้บทสนทนาเงียบสงบ
หนอสามารถคิดเรื่องอะไรก็ได้
แล้วหนอจะทำให้ความเงียบสงบนั้นมีคุณค่า


หนอเคยสงสัยว่าตัวเองจะเงียบเกินไป
สงสัยแบบนี้มาตั้งแต่ชั้นประถม
ซึ่งคนรอบตัวตอนนี้คงดูไม่ออก
ทักษะทางสังคมหนอพัฒนาขึ้นมาก


หนอรักษาเส้นแบ่งระหว่าง
นิสัยเวลาอยู่ในสังคม
กับนิสัยเวลาอยู่คนเดียว
ไว้ได้อย่างดี


หนอสามารถโดยสารรถยนต์
กับสมาชิกในบ้านได้โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ถึงอย่างนั้นก็พยายามพูดบ้าง นานๆ ที
แค่นานๆ ที


บทสนทนาหนึ่งระหว่างทางมาที่นี่
คือเรื่องอกไก่อบชานอ้อย
เรื่องเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
ของกินเป็นหัวข้อสนทนาที่ดีเสมอ


หนอกินอกไก่อบชานอ้อยครั้งแรก
ตอนที่แย่งพี่ชายกินสมัยเด็กๆ
แต่จากนั้นมาก็กินไม่บ่อยนัก
จนไก่ยี่ห้อนี้เริ่มหายไปจากตลาด


มาคราวนี้ไม่รู้อะไรดลใจ
ให้หนอซื้อเมนูนี้กินระหว่างทาง
ส่วนหนึ่งเป็นความหิว
อีกส่วนน่าจะเป็น ความคิดถึง


แค่การพูดชื่อเมนูอกไก่อบชานอ้อย
ก็ทำให้ความทรงจำวัยเด็กกลับมาแล้ว
การกินเข้าไปแล้วรู้สึกอร่อย
เป็นแค่ผลพลอยได้


อีกผลพลอยได้หนึ่งที่หนอได้
ก็คือบทสนทนาดีๆ กับพ่อ
จากข้อดีทั้งหมดนี้ 45 บาท
ค่าอกไก่อบชานอ้อยนี่คุ้มค่าเหลือเกิน


หนอยังคงนั่งอยู่ที่ระเบียงห้อง
ฟ้าที่นี่ยังคงสดใส
หนอยังคงแสวงหาความเงียบสงบ
ขอบคุณอกไก่อบชานอ้อยสำหรับวันดีๆ

June 1, 2013

ตัวละครที่รัก

ในเวลาที่เหมาะสม สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นเอง
หนอเชื่ออย่างนั้น
หนอเชื่อว่าโชคชะตามี Timing ของมัน
ทั้งเรื่องสำคัญในชีวิต
และสิ่งละอันพันละน้อยรอบตัวเรา

หนอกำลังคิดว่า
บางสิ่งที่ดูไม่สลักสำคัญอะไร
กลับเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะเจาะอย่างน่าประหลาด
บางสิ่งเกิดขึ้น
เพื่อให้เรานึกย้อนถึงอะไรบางอย่าง

เมื่อกลางเดือนที่แล้วหนอได้ไปดูหนังเรื่องหนึ่ง
เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือการ์ตูนเรื่องโปรด
หนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุดในช่วงมัธยมต้นเลยทีเดียว
พอโตมาหน่อย ความรู้สึกติดการ์ตูนก็ค่อยๆ หายไป
วันนั้นหนอเดินเข้าโรงหนังแบบไม่ได้คาดหวังอะไร

หนังเรื่องที่ว่านี้ถูกกำหนดให้เป็น Rate 18+
เนื่องจากมีภาพความรุนแรงมากมาย
แต่ก็นับว่าเป็นหนังที่สร้างได้อย่างตรงไปตรงมา
สามารถทำให้สิ่งที่อยู่ในหนังสือการ์ตูนออกมาโลดแล่น
ปลุกความทรงจำเก่าๆ ของหนอให้กลับมาได้

หนอคิดอยู่นานมาก
ว่าจะเขียน Blog นี้ดีหรือไม่
หนอรักการ์ตูนเรื่องนี้มากจนไม่อยากเขียนอะไรเกี่ยวกับมัน
ไม่รู้ต้องเริ่มตรงไหน ต้องเป็นอย่างไร ต้องยาวเท่าไร
ถึงจะคู่ควรกับคุณค่าของมัน

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ดูเกินจริง
การ์ตูนเรื่องหนึ่งจะมีคุณค่าสักเท่าไรกัน
จะมีอะไรให้เขียน Blog ถึง
จะให้อะไรกับชีวิตเราได้บ้าง
หนอคิดเยอะแยะไปหมด คิดกลับไปกลับมา

หนอกลับมารื้อหนังสือการ์ตูนที่บ้าน
พร้อมทั้งหา Animation เก่าๆ มาดู
เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำดีๆ สมัยเด็ก
เขาว่ากันว่าหนังสือเก่าๆ อ่านตอนเด็กกับตอนโต
ให้ความหมายกับเราคนละแบบ

เป็นจริงตามนั้น
เราเข้าใจงานเขียนต่างๆ
ด้วยปริมาณประสบการณ์ในตัวเรา
หนอค้นพบอะไรหลายอย่างจากการรื้อฟื้นครั้งนี้
และก็เป็นสิ่งที่หนอต้องการในจุดนี้ของชีวิตเสียด้วย

เรื่องที่หนอกำลังพูดถึงอยู่นี้ คือ ซามูไรพเนจร
ซึ่งในแต่ละ Version ที่ทำออกมา
ทั้งหนังสือการ์ตูน Animation เป็นตอนๆ และอื่นๆ
มีเนื้อหาแตกต่างกันไปตามบริบทของการผลิต
แต่แกนหลักของเรื่องยังคงเหมือนเดิม



สิ่งที่หนอต้องการเขียนถึงใน Blog นี้
ก็คือตัวละครโปรดของหนอ
เป็นตัวละครโปรดสมัยที่อ่านครั้งแรก
และยังคงเป็นตัวละครโปรดอยู่จนทุกวันนี้
ที่น่าแปลกคือตัวละครนี้ไม่ใช่ตัวละครหลัก

จริงอยู่ ในเมื่อเรื่องนี้คือ ซามูไรพเนจร
สิ่งที่ตรึงผู้อ่านให้ติดตามและติดใจ
คือตัวละครเอก คือตัว ซามูไร
แต่ในแง่ของการเลือกตัวละครโปรด
หนอเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนล้วนมีมุมมองของตัวเอง

ทีนี้ ถ้าเราตัดตัวละครเอกออกไป
ก็จะเหลือนางเอกของเรื่อง
ที่หนอต้องยอมรับว่าไม่ได้ชอบเธอนัก
น่าแปลกจริงๆ กลายเป็นว่าสำหรับหนอแล้ว
ตัวละครหลักอื่นๆ ช่างไม่ดึงดูดเอาเสียเลย

ตัวละครที่หนอต้องการเขียนถึงมีชื่อว่า
ยูกิชิโร โทโมเอะ
เป็นอดีตภรรยาของตัวละครเอกของเรื่อง
ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว
ด้วยน้ำมือของสามีเธอเอง



เล่าเรื่องให้ง่ายเข้าก็คือ
ซามูไรพระเอกของเรื่องเคยเป็นมือสังหาร
ฮิมูระ เคนชิน หรืออีกฉายาว่า บัตโตไซ
ในยุคที่ญี่ปุ่นเกิดปฏิวัติและเปลี่ยนการปกครอง
เป็นช่วงที่บ้านเมืองไม่สงบ มีการแบ่งก๊กแบ่งเหล่า

คู่หมั้นของยูกิชิโร โทโมเอะ ถูกพระเอกของเรื่องฆ่า
ตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่มที่เขาสังกัด
เธอต้องการล้างแค้น
จึงเข้าร่วมกับฝ่ายที่ต้องการฆ่าพระเอก
และได้ติดตามจนเจอ ฮิมูระ บัตโตไซ

ด้วยสถานการณ์แวดล้อมที่ไม่ปกติ
ทำให้ยูกิชิโร โทโมเอะ ต้องใช้ชีวิตอยู่กับ
ผู้ชายที่เธอหมายมั่นปั้นมือว่าจะฆ่า
สุดท้ายก็ตกหลุมรักผู้ชายคนนั้น
และทำทุกอย่างเพื่อปกป้องชีวิตของเขา

การอ่านหนังสือการ์ตูนคงจะทำให้เข้าใจง่ายกว่า
การอธิบายแบบลวกๆ ของหนอ
แต่สิ่งที่หนอได้จากการอ่านย้อนเรื่องทั้งหมดนี้
ทำให้หนอตีความตัวละครตัวนี้ต่างออกไป
จากที่ถูกตีความในเนื้อเรื่อง



สำหรับหนอ ยูกิชิโร โทโมเอะ เป็นตัวละครที่โคตรเท่
ในขณะที่การกระทำของเธอ -การตกหลุมรักคนที่ฆ่าคนรัก-
ถูกตีความจากตัวละครตัวอื่นว่า
เป็นความอ่อนแอของจิตใจสตรีเพศ
แต่หนอกลับมองว่ามันคือการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่

หนอว่า การทำความเข้าใจมุมมองที่แตกต่าง
หรือการทำความเข้าใจคนที่ผิดต่อเรา
เป็นการกระทำที่ถือว่าใจกว้างมาก
ยิ่งถ้าเข้าใจ ยอมรับ และรักในตัวคนที่ผิดต่อเราได้
ยิ่งเป็นการกระทำที่เข้มแข็ง

ความรักของ ยูกิชิโร โทโมเอะ
จึงไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอเป็นที่ตั้ง
ตรงกันข้าม กลับเกิดความเข้มแข็งต่างหาก
แม้จะเป็นเพียงตัวละครเล็กๆ
แต่ก็ยิ่งใหญ่พอที่จะทำให้หนอย้อนมองตัวเอง

ในชีวิตคนคนหนึ่ง
เราจะสามารถให้อภัยใครได้ขนาดนี้ไหมนะ
แล้วการให้อภัยกันนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม
ในสังคมแห่งนี้... ที่การหันหลังเดินจากไป
เป็นสิ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้ง่ายดายที่สุด


ในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวเอื้อต่อ
การแสดงออกอย่างเย็นชา
การหลบหนีปัญหา
การหลีกเลี่ยงกัน ไม่พูดคุยกัน
เรายังต้องให้อภัยกันอยู่ไหม

ในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวเอื้อต่อ
การแสดงออกอย่างเย็นชา
จะมีคนสักกี่คนที่มีปัญหากันรุนแรง
แล้วยังกล้าหันกลับมาเผชิญหน้ากันตรงๆ
เพื่อรอว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะให้อภัย

ชีวิตหนอตอนนี้ก็มีคำถามประมาณนี้ก่อตัวขึ้น
หนอจะเข้มแข็งพอที่จะให้อภัยใครได้ไหม
สุดท้ายหนอพบว่า
บางทีเราก็ต้องพยายามเข้มแข็ง
เพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในที่นี้
ไม่ได้หมายถึงแค่อายุที่มากขึ้น
แต่ยังหมายถึงจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นด้วย
นี่คือสิ่งที่หนอค้นพบ
จากการรื้อฟื้นความทรงจำวัยเด็ก



ยูกิชิโร โทโมเอะ จึงเป็นตัวละครที่รัก
ที่หนอต้องการเขียนถึงในวันนี้
ขอบคุณที่อ่านกันมาจนถึงบรรทัดนี้
แล้วการ์ตูนเรื่องโปรดของคุณผู้อ่าน
ให้อะไรกับคุณผู้อ่านบ้างคะ?

------------------------------

Blog นี้อาจจะเข้าใจยากไปสักนิด
สำหรับคนที่ไม่เคยติดตามซามูไรพเนจร
และถ้า Blog นี้จะทำให้แฟนๆ
ซามูไรพเนจรบางท่านไม่พอใจ
หนอก็ต้องขอโทษด้วย