March 24, 2016

London Episode 1: War Horse

You said you have to see a play, what is it?
คุณจอห์น ผู้บริหารและไกด์อาสาของสุสานไฮเกต ถามขึ้น
หลังจากที่ฉันบอกไปว่ามาเที่ยวลอนดอนเพราะจะดูละครเวที

War Horse.
ฉันตอบ

But it's been on forever.
คุณจอห์นว่า

No, they were closing last week.
ฉันก็ยังจะชี้แจงต่อไป

แต่ก็นั่นสินะ ทำไมต้องดั้นด้นมาให้ลำบาก
ก็แค่ละครเวทีเรื่องเดียว มันจะดีอะไรหนักหนา

--------------------

เครื่องบินลำที่ฉันนั่งลงจอดที่ลอนดอนราว 7 โมงเช้าของวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม ที่อุณหภูมิเป็นเลขตัวเดียว แตกต่างกับอากาศที่เมืองไทยลิบลับ ฉันใช้เวลาต่อคิวเข้าประเทศนานนับชั่วโมง ก่อนจะหาที่ทางซื้อซิมโทรศัพท์และเติมเงินในบัตรโดยสารรถสาธารณะที่เพื่อนให้ยืมมาได้ในที่สุด

อย่างแรกที่แวบขึ้นมาในหัวคือ ลอนดอนเหมือนโซลอย่างน่าประหลาด ด้วยความที่ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในโซลเกือบ 2 ปี การขึ้นรถไฟใต้ดินไปไหนมาไหนในลอนดอนจึงไม่ลำบากอย่างที่เคยวาดภาพไว้ แม้แต่การเดินทางเที่ยวแรกในครั้งนี้ จากสนามบินฮีทโธรว์ไปยังที่พัก ซึ่งก็ทำให้คิดไปได้ว่าอีกตลอดทริปที่เหลือนั้น การเดินทางคนเดียวคงไม่เหลือบ่ากว่าแรง คงไม่ต้องหลงทางมากมายนัก

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิด เพราะลอนดอนมีแผนที่บอกทางกระจายอยู่ทุกถนน การเดินไปมาโดยไม่สื่อสารกับผู้คนรอบตัวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ยกเว้นในช่วงที่ความอดทนมีจำกัด ถึงได้หยุดถามคนแถวนั้น ซึ่งก็น้อยครั้งมาก ทั้งที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันเลย ปัญหาของฉันคือการเป็นคนเก็บตัว (Introvert) ต่างหาก

ลอนดอนเป็นที่ที่วัฒนธรรมละครเวทีน่าตื่นตะลึงมาก และการเดินผ่านโรงละครน้อยใหญ่จำนวนมากก็ทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาผู้คนที่นี่อย่างมาก เขามีการแสดงอย่างนี้ดูตลอดปี ปีละหลายเรื่อง หลายโปรดักชัน นักแสดงมีชื่อและไร้ชื่อต่างพากันผลัดเปลี่ยนหน้าตาขึ้นแสดง เท่าที่รู้มา มันไม่ได้ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักเท่าไรหรอก แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนจะมีงาน มีเงิน ตลอดเวลาด้วย แต่เพราะนี่คือศิลปะ ศิลปะที่หล่อเลี้ยงจิตใจของทั้งผู้แสดงและผู้ชม

War Horse เป็นละครเวทีที่เล่นมานานมาก หลังจาก World Premiere ที่โรงละครแห่งชาติไปเมื่อปี 2007 ก็เล่นอยู่ราว 2 ปี แล้วย้ายมาเล่นในโรงละครย่าน West End นานถึง 8 ปี เปลี่ยนนักแสดงมาหลายรอบ วันที่ฉันได้มาดูนี่เป็นวันก่อนวันสุดท้ายแล้ว (ตั๋ววันสุดท้ายหายากจริง ๆ ชั้นล่างเต็มทั้งสองรอบนานแล้ว - วันเสาร์เป็นวันที่ทุกโรงละครทุกโปรดักชันเล่น 2 รอบ)

New London Theatre เป็นโรงละครที่หายากมาก หรืออาจจะยากแค่สำหรับคนแปลกถิ่นที่เพิ่งนั่งเครื่องบินลงถึงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าและไม่ชินกับอากาศหนาวก็เป็นได้ แต่ฉันใช้เวลาเดินหาสถานที่อยู่นานพอสมควร (นานผิดปกติ เทียบกับที่อื่น ๆ ที่ไป) เมื่อมาถึงก็รับตั๋วก่อนเลย...


ก่อนหน้านี้ ฉันเคยดูหนังที่ สตีเวน สปีลเบิร์ก ทำมาแล้ว และสงสัยมาตลอดว่าละครเวทีจะทำม้าออกมายังไงให้เทียบเท่าหรือให้ความรู้สึกได้เหมือนม้าจริง ๆ (ตามเรื่องมีม้ามากกว่า 1 ตัว) และฉากสงครามโลกครั้งใหญ่นั้น จะออกมาเป็นแบบไหนบนเวทีแคบ ๆ

วิวจากที่นั่ง เลือกดูได้ในเว็บไซต์ตอนซื้อตั๋ว

War Horse เปิดเรื่องมาที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องนำไปสู่สงครามโลก การพลัดพราก และการพบพานสิ่งต่าง ๆ มากมาย ผ่านการเดินเรื่องของม้าชื่อ โจอี้ โดยมีเจ้าของเป็นเด็กหนุ่มชื่อ อัลเบิร์ต นาร์ราคอตต์ ดูคลิปตัวอย่าง... 



และคลิปนี้...


อัลเบิร์ตได้โจอี้มาตั้งแต่ยังเป็นม้าเด็ก พยายามฝึกให้เชื่องและใช้ทำงานในฟาร์ม จนวันหนึ่งเกิดสงครามขึ้น มีการรวบรวมไพร่พลทั้งคนและม้าไปรบ พ่อของอัลเบิร์ตขายโจอี้ให้กับนายทหารอังกฤษ เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

ครั้งนั้นกองทัพอังกฤษไม่รู้เลยว่าสมรภูมินี้จะยิ่งใหญ่และยาวนานกว่าที่คิดมาก ทุกคนที่ไปรบคาดว่าตนเองคงไปไม่กี่เดือน และอังกฤษก็จะชนะสงครามได้อย่างไม่ยากเย็น ขณะที่ความหวังเดียวของอัลเบิร์ตก็คือ เขาจะได้พบกับโจอี้อีกครั้งในเวลาไม่กี่เดือนเช่นกัน

อัลเบิร์ตให้อาหารโจอี้ ม้าเด็กที่เพิ่งได้มา


อัลเบิร์ตฝึกโจอี้ให้ทำงานในฟาร์ม

โจอี้เข้าร่วมกองทัพอังกฤษ

โจอี้และท็อปธอร์น ม้าของนายทหารอังกฤษอีกตัว


แต่สงครามไม่ใช่สิ่งที่คนเราจะกำหนดหรือคาดเดาได้โดยง่าย กองทัพอังกฤษประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปในการเข้าโจมตีครั้งนั้น ทำให้ทหารและม้าศึกล้มตายจำนวนมาก ส่วนโจอี้ก็วิ่งเตลิดเข้าไปในเขตของศัตรู และตกเป็นม้าของกองทัพเยอรมันในที่สุด

โจอี้ตื่นตกใจเมื่อเจอรถถัง

โจอี้และท็อปธอร์น ท่ามกลางทหารเยอรมัน


อัลเบิร์ตได้รับแจ้งว่าเจ้าของใหม่ของโจอี้เสียชีวิตในสนามรบ จึงมุ่งมั่นที่จะออกตามม้าของเขาด้วยตัวเอง และตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพเพื่อไปรบในแนวหน้า ระหว่างการเดินทางของเขากับการเดินทางของโจอี้ ทั้งสองได้เจอกันอีกครั้ง ขณะที่ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บและถูกนำมารักษาตัวในบริเวณเดียวกัน

ที่เล่ามาทั้งหมดดูจะเป็นเรื่อง Happy Ending ธรรมดา ๆ แต่รายละเอียดปลีกย่อยทั้งในหนังและในละครเวทีทำออกมาได้ลึกซึ้งกินใจเหลือเกิน โดยเฉพาะฉากสงครามบนเวที ที่มีผู้คนล้มตาย และบรรยากาศ No Man's Land อันน่าหดหู่

ที่สุดแล้วต้องสรุปว่า War Horse เป็นละครเวทีที่มหัศจรรย์และน่าจดจำมาก ถือเป็นประสบการณ์การรับชมการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ หลังจากนี้ War Horse จะไปเล่นตามเมืองต่าง ๆ ทั่วอังกฤษในปี 2017 - 2018 ซึ่งก็น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ชมแล้วจริง ๆ (ยกเว้นการจัดฉายในโรงหนัง)

ถึงจะเป็นม้าหุ่นเชิด แต่ขึ้นขี่ได้จริงนะ

นักแสดงทุกคนใช้เวทีเล็ก ๆ ได้คุ้มค่ามาก
การเคลื่อนไหวของแต่ละตัวละครสละสลวย ไร้ที่ติ

--------------------

สำหรับฉันแล้ว ลอนดอนเป็นเมืองที่ไม่รู้จบ

ดูละครเวทีได้ไม่รู้จบ
เที่ยวได้ไม่รู้จบ
ค้นหาได้ไม่รู้จบ
และเล่าเรื่องได้ไม่รู้จบ

โปรดติดตามตอนต่อไป

February 20, 2016

ห้วงเวลาแห่งความไร้ค่า


เมื่อวานนี้ หนอได้ยินข่าวที่น่าใจหายเกี่ยวกับองค์กรที่เคยทำงานด้วย ไม่ใช่แค่เคยทำงานเท่านั้น แต่เป็นที่ทำงานที่หนอใช้เวลาบ่มเพาะประสบการณ์อยู่นานที่สุดเท่าที่เคยทำมา

สองปีอาจไม่ใช่เวลาที่นานพอสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับหนอ สองปีที่วอยซ์ทีวีถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญกับชีวิตอย่างยิ่ง และก็คงเหมือน ๆ กับที่คนเขาพูดกัน ที่ว่าเด็กจบใหม่ควรต้องเข้าทำงานในองค์กร ก่อนจะไปทำอะไรเป็นของตัวเอง หรือแม้แต่ก่อนจะไปเรียนต่อก็ตาม เพื่อให้ได้เรียนรู้กระบวนการของการทำงานแบบเป็นชิ้นเป็นอัน

วอยซ์ทีวีเป็นที่เรียนรู้นั้นสำหรับหนอ หลังจากที่ช่วงเวลาหลายปีหลังเรียนจบของหนอหมดไปกับการเรียนเพิ่มเติมและการทำงานในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง วอยซ์ทีวี คือ ที่ที่ให้โอกาสและสอนให้อยู่นอก "พื้นที่ปลอดภัย" (Comfort zone) ให้ได้อย่างแท้จริง

เมื่อวานนี้ วอยซ์ทีวีประกาศปลดพนักงานออกหลายสิบตำแหน่ง โดยคำสั่งที่ว่าจะมีผลทันที ทุกคนที่ถูกเลิกจ้างมีเวลาไม่ถึงชั่วโมงในการเก็บสัมภาระ หลังจากที่เซ็นชื่อรับค่าจ้างและกล่าวลาอดีตเพื่อนร่วมงานเสร็จสิ้นแล้ว

บัตรพนักงานจำนวนมากถูกยึดคืนเป็นของบริษัท พร้อมกับคำสั่งว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องไม่กลับมาที่ออฟฟิศในช่วงหนึ่งสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ที่ยังเหลืออยู่อีก

สิ่งหนึ่งที่หนอจับความได้จากคนที่ "ได้ไปต่อ" ก็คือ พวกเขาไม่ทราบเกณฑ์การคัดเลือกคนอยู่-คนไปของผู้บริหารเลย ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้และสมเหตุสมผลอยู่

ที่หนออยากจะเขียนถึงเป็นพิเศษ คือ ความจริงที่ว่า ไม่ว่าใครจะทำใจล่วงหน้ามาอย่างไร ก็คงไม่สามารถยอมรับเหตุการณ์นี้ได้อย่างเต็มหัวใจ 100% หรอก หลายคนที่ต้องไปคือคนคุณภาพ คนที่ช่วยให้งานราบรื่น คนที่ทำให้หนอรู้สึกมีคุณค่า แต่มาวันนี้ พวกเขากลับต้องมารู้สึกไร้ค่าเสียเอง ขณะที่พนักงานที่ได้ไปต่อบางคนอาจไม่มีศักยภาพเท่าพวกเขาด้วยซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่คนนอกอย่างหนอตั้งคำถาม และนี่ก็คงเป็นสิ่งที่เจ้าตัว -ที่ถูกให้ออก- กำลังตั้งคำถามอยู่ด้วยเช่นกัน

จริงอยู่ หนอไม่สามารถคิดแทนพวกเขาหรือผู้บริหารได้ แต่สิ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือ ในช่วงเวลาแบบนี้ ทุกความรู้สึก ทุกหัวใจคนทำงาน กำลังเปราะบางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ไม่ได้ถูกเลือก มันคือห้วงเวลาแห่งความไร้ค่า และมันง่ายเหลือเกินที่จะยิ่งดูถูกซ้ำเติมตัวเอง ทั้งที่ไม่มีเหตุอันควร คนรอบข้างจึงควรต้องช่วยสร้างความเชื่อมั่นนี้ขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ก็ตาม

คนอายุยี่สิบเก้า-สามสิบอย่างหนอจะไปเข้าใจอะไรขนาดนั้น หลายคนอาจตั้งคำถามขณะที่อ่านบทความนี้อยู่ (ซึ่งการตั้งคำถามก็ไม่ถือว่าผิดร้าย)

ถ้าจะมองกันในฐานะคนทำงาน หนอคงไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งนัก แต่ถ้าจะมองกันในฐานะคนที่เคยรู้สึกไร้ค่ามาเกือบตลอดชีวิต หนอเชื่อว่าหนอรู้ดีพอสมควร ว่าภาวะไหนควรต้องระวัง ภาวะไหนควรต้องรีบบรรเทา และนี่เป็นหนึ่งในภาวะแบบนั้น ภาวะที่บาดแผลไม่ได้มีปรากฏให้เห็น แต่ความรุนแรงนั้นถือว่าสาหัสเอาการ

สำหรับหนอ ความไร้ค่าที่คนทำงานจะรู้สึกได้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ ความไร้ค่าจากการถูกปฏิเสธ ซึ่งถือเป็นความไร้ค่าทางตรง กับความไร้ค่าจากการถูกมองข้าม ซึ่งถือเป็นความไร้ค่าทางอ้อม

ความไร้ค่าจากการถูกปฏิเสธก็ชัดเจน คือ อยากได้แต่ไม่ได้ อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "เรา" แต่ไม่ได้เป็น หรือก็คือการไม่ได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน เป็นองค์กรเดียวกับคนอื่น อันนี้เข้ากับกรณีที่เล่ามานี้เลย

ส่วนความไร้ค่าจากการถูกมองข้าม คือ อยู่เป็นกลุ่มก้อน เป็นองค์กรเดียวกับคนอื่นนั่นแหละ แต่ไม่มีใครเห็น ทำดีเท่าไรได้แค่เสมอตัว แนวโน้มการเติบโตเป็นศูนย์ ซึ่งแม้จะไม่เข้ากับกรณีคนโดนเลิกจ้างเท่าไร แต่เกี่ยวกับอนาคตขององค์กรที่เลิกจ้างพนักงานอย่างมาก

"การเลิกจ้าง" นั้น โดยตัวมันเองก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจพนักงานอยู่แล้ว แต่ "การทำงานต่อไป" หลังการเลิกจ้าง อาจเป็นสิ่งที่เปราะบางและส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า

ที่ทำให้เป็นห่วงยิ่งกว่าองค์กรอื่น ๆ ที่ปลดพนักงานก็คือ วอยซ์ทีวีมีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อคนที่ควรให้คุณและคนที่ควรให้โทษมาโดยตลอด ถ้าไม่นับเหตุการณ์ปลดคนออกครั้งนี้ การบริหารคนภายในองค์กรถือว่าทำได้ไม่ดีเลย ตัวอย่างหนึ่งที่อยากยกมา (แต่คงจะพูดได้แค่คร่าว ๆ เท่านั้น) ก็คือการที่คนมีอำนาจตัดสินใจถือเอาอคติส่วนตนมาพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังแสดงอคติอยู่ แล้วก็พาลคนอื่นว่าพวกเขาเหล่านั้นมีอคติแทน พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ใหญ่บางคนรับฟังแต่เรื่องที่ "เข้าหู" นั่นแหละ ซึ่งผู้ใหญ่แบบนี้พบได้ในหลายองค์กร

ผู้ใหญ่ หรือผู้บริหาร นี่ก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ ๆ เช่นกัน คือ คนที่เกิดมาเพื่อบริหาร กับคนที่ทำงานนั้น ๆ มานานจนได้บริหาร ซึ่งกลุ่มแรกจะมีปัญหา คือ บางคนอาจไม่เข้าใจงานเท่าที่ควร ขณะที่กลุ่มหลังนี่ก็อาจสร้างปัญหาได้มากไม่ต่างกัน เพราะรู้จักงานแต่บริหารไม่เป็น เพราะคำว่า "บริหารเป็น" นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การบริหาร "ตัวงาน" เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการบริหาร "ตัวคน" ด้วย

หนอเห็นองค์กรจำนวนมาก -ไม่ใช่แค่องค์กรที่เคยเข้าทำงานเองเท่านั้น-  ประสบปัญหาภาพลักษณ์ดีแต่ "เน่าใน" คือ มีปมบางอย่างที่แก้ยาก หรือแก้ไม่ได้ หรือแก้ได้แต่ไม่แก้ ซึ่งภาวะแบบนี้ควรต้องเร่งรักษาให้หายขาด โดยก่อนอื่นผู้ใหญ่ในองค์กรต้อง 1 รู้ตัว ให้ได้ก่อน แล้วจึง 2 ยอมรับ และ 3 หาทางบรรเทา/แก้ไข ไปทีละเปลาะ

สุดท้าย หนอขอเป็นกำลังใจให้กับคนที่ไม่ได้ไปต่อ และคนที่ยังต้องอยู่ต่อ "ในทุกองค์กรที่กำลังประสบปัญหา" ขอให้ทุกท่านมีพลัง -ทั้งพลังกายและพลังใจ- ในการใช้ชีวิตและทำงานต่อไป หนอเชื่อเหลือเกินว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะพาทุกท่านไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิม ขอเพียงให้ยิ้มสู้เท่านั้น

------------------------------

ทั้งหมดนี้มาจากอดีตพนักงานกินเงินเดือนคนหนึ่ง ที่ประสบการณ์ไม่มาก และเคยรู้สึกน้อยใจที่นายไม่เห็นค่า เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านไม่ต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับทุกคำพูดหรอก จะอ่านเอามัน อ่านเอาสะใจ หรืออ่านเพื่อเติมเต็มความรู้สึกอะไรสักอย่างก็แล้วแต่ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและอ่านจนจบค่ะ

February 8, 2016

เทศกาลดอกไม้


สุดสัปดาห์นี้จะถึงวันวาเลนไทน์
ที่หลายคนรอคอยแล้ว
สำหรับคนมีคู่นั้น
คงถือเป็นทั้งโอกาสพิเศษ
และทั้งภาระพิเศษ
ในเวลาเดียวกัน
เพราะจำเป็นต้องหาของขวัญ
ที่ถูกใจฝ่ายตรงข้าม
ต้องสร้างบรรยากาศ
ต้องทำวันธรรมดา ๆ ให้น่าจดจำ

หนึ่งในของขวัญสุดฟุ่มเฟือย
ที่ผู้รับรู้ดีว่าฟุ่มเฟือย
แต่ก็ยังอยากได้รับอยู่ดี
ก็คือ ช่อดอกไม้
แน่นอนว่า
เธอคนนั้นอาจจะบอกกับคนรู้ใจว่า
"ไม่ต้องซื้อดอกไม้ให้นะ แพง"
แต่หากเธอได้รับ
ก็คงจะรู้สึกชื่นใจไม่น้อย
และวันธรรมดา ๆ นี้ก็จะน่าจดจำ

กุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของวาเลนไทน์
ที่หลายร้านค้า หลายแบรนด์
จำเป็นต้องสรรหามาใช้
ในช่วงเทศกาลแห่งความรัก
เพื่อเอาใจลูกค้าเช่นกัน
และหนึ่งในโปรโมชั่น
ที่น่าประทับใจ
ก็คือ เค้กกุหลาบ
ไม่ใช่กุหลาบเฉย ๆ ด้วยนะ
แต่เป็น ช็อกโกแลต-กุหลาบ

เค้กที่ว่านี้มีขายที่ร้านแฟตบีเวอร์
ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของห้างเดอะซีซั่นส์
ใกล้สถานีบีทีเอสสนามเป้า
ถัดมาทางโรงพยาบาลพญาไท 2
ติดกับซอยพหลโยธิน 1 (ลือชา)
ถ้าได้ชิมเค้กของที่นี่จะรู้เลยว่า
ทุกเมนูเกิดจากความตั้งใจ
พิถีพิถันเลือกวัตถุดิบ
ออกมาเป็นเมนูสุดพิเศษ
ทำเองทุกชิ้น ไม่รับจากที่อื่น

จริงอยู่...
ที่การให้เค้กดอกไม้เป็นของขวัญ
คงทดแทนการให้ดอกไม้จริง ๆ ไม่ได้
แต่อย่างน้อยก็ให้ถือเป็นอีกตัวเลือก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สำหรับผู้รับที่ชอบรับประทานเค้ก
หรือชอบของหวานเป็นชีวิตจิตใจ
รับรองว่าเค้กร้านนี้
จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน
(ใครอยู่ไกลเขาก็มีบริการส่งทาง "แกร็บ" ด้วย)


---------

FAT BEAVER
IG: @fatbeaverbk
Call: 088.577.0502
Line ID: fatbeaver
E-mail: contact.fatbeaver@gmail.com

January 13, 2016

PR เด็กเล่น

นี่จะบ่นล้วนๆ ค่ะ
ไม่มีวาทศิลป์ใดๆ ทั้งสิ้น

.........

สมัยนี้ทุกอย่างดูจะต้องใช้การพีอาร์ไปหมด
เรื่องดีคือวงการพีอาร์ของไทยก็พัฒนาไปด้วย
ในฐานะ(อดีต)นักข่าวคนหนึ่ง
ต้องยอมรับเลยว่างานพีอาร์สำคัญจริงๆ

งานใหญ่งานเล็ก
ถ้าทีมงานจัดแจงได้ดี
เรา ในฐานะนักข่าวที่ไปทำข่าว
ก็จะรู้สึกดีและนึกชื่นชมอยู่ในใจ

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกงานจะออกมาดี
และแน่นอนว่าผู้ที่ต้องรับหน้า
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
ก็คือทีมพีอาร์นั่นเอง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
Social Influencer คนหนึ่ง
ชวนหนอไปดูหนังรอบสื่อมวลชน
ซึ่งเป็นเรื่องที่รอดูอยู่พอดี ก็เลยตกลงไป

เราไปดูรอบพิเศษกันเป็นกลุ่มอยู่หลายครั้งค่ะ
การนัดแนะเวลาสถานที่จึงแทบไม่ต้องพูดอะไร
ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบซ้ำเดิม ที่เดิมๆ รูทีนเดิมๆ
หลังหนังจบก็ทวีตความคิดเห็น อะไรก็ว่าไป

ทีนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า
พอนัดเจอกัน
น้องคนที่ชวนพูดขึ้นว่า
"เขายังไม่ให้ตั๋วอะพี่"

ตอนนั้นเริ่มประหลาดใจนิดหน่อย
"... เขาบอกให้มาใกล้ๆ สองทุ่ม
ตอนนี้ยังไม่มีตั๋วที่นั่งดีๆ"
ฟังอย่างนี้ชักจะประหลาดใจมากขึ้นแล้ว

พอใกล้สองทุ่ม
เราสองคนก็เดินไปรับตั๋วตามนั้น
พบว่ามีคนมารอหลายคน
ส่วนมากดูเป็นนักเรียนนักศึกษา

ขณะที่รอก็ได้ข่าวว่าโรงที่ไปนี้
มีหนังอีกเรื่องมาเปิดตัว
เป็นหนังไทยฟอร์มเล็ก
เชิญทุกคนเข้าร่วมแบบไม่จำกัด

รอไปนานๆ เข้า
น้องที่ชวนก็เริ่มเปรยว่า
"เราไปดูอีกเรื่องแทนไหม
ท่าไม่ดีแล้วว่ะพี่"

อย่างแรกเลยคือ
หนังไทยที่ว่าไม่ใช่แนวหนอจริงๆ
และอย่างที่สองคือ
หนอต้องการคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น

สักพักมีหนึ่งในทีมงานเดินมา
คุยกับคนที่มาร่วมงานในเชิงหยอกล้อ
(ด้วยความสนิมสนม)
"รอแป๊บนะ ตั๋วล้น 40 ที่ ไม่รู้จะยังไง"

อ้าว... มึง คือคำที่ผุดขึ้นในหัว
ตั๋วล้น 40 ที่ คืออะไร
ในเมื่อการเชิญคนมางาน
ต้องมีการประมาณจำนวนไว้บ้างแล้ว

แล้วการหยอกล้ออย่างสนิทสนม
โดยที่ไม่มีการแจ้งโซลูชั่นคืออะไร
หรือความจริงแล้วทีมงานมองคนมาดู
เป็น "คนที่มาขอดูหนังฟรี" มาโดยตลอด

ได้ดูก็เป็นบุญไป
ไม่ได้ดู ทีมงานก็ไม่เสียอะไร
และคนที่มาแล้วไม่ได้ดู
ก็ไม่ควรที่จะต้องรู้สึกอะไรด้วย... ใช่ไหม

หรือนี่คืองานเล็กๆ ที่ค่ายหนังไม่ได้ใส่ใจ
แค่อยากให้คนมาดู แล้วไปบอกต่อ
ว่าหนังดียังไง น่าดูยังไงบ้าง
ไม่ต้องดูแลหรือชี้แจงอะไรมาก

จนสองทุ่มสิบห้า
ล่วงจากกำหนดมาพอสมควร
จนน้องคนที่ชวนหนอเลือกไปดูหนังไทยแล้ว
เพราะจะได้ไม่มาเสียเที่ยว

แต่หนอก็ยังไม่ยอมแฮะ
อยากรู้ว่าทีมงานจะแก้ไขยังไงต่อ
หนึ่งในน้องๆ ที่รออยู่ด้วยกัน
และทำอาชีพพีอาร์ก็คิดเหมือนหนอ

ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่ได้แก้ยาก
และถ้าแก้ไม่ได้ ก็ชี้แจงได้ไม่ยาก
ไม่ใช่มาโกหกกันว่า "ไม่มีตั๋วดีๆ"
หรือคุยทีเล่นทีจริงไปทั่วว่า "ตั๋วล้น"

หลังจากที่คนมีตั๋วทยอยเข้าโรงจนหมด
คิวของคนรอก็เริ่มขยับ
ทีมงานดูเหมือนอธิบายอะไรสักอย่าง
แล้วคนที่ฟังก็ลงชื่อในกระดาษบนโต๊ะ

พอถึงคิวหนอถึงได้รู้ว่า
ทีมงานถามชื่อที่อยู่
เพื่อที่จะส่งเวาเชอร์ไปให้ (ให้กลับมาดูอีกรอบ)
คือให้ดูเรื่องนี้ฟรี ทดแทนสิทธิ์ที่เสียไปนั่นเอง

หนออยากถามว่า
สิ่งที่เสียไปจากกรณีนี้
คือการได้ดูหนังฟรีอย่างเดียวรึเปล่า
และทีมงานมองคนที่มาร่วมงานอย่างไรแน่

"คูปองดูหนังฟรี
มันแทนค่าเสียโอกาสครั้งนี้ไม่ได้นะคุณ
คนเขาได้รับจดหมายเชิญ อีเมลเชิญ
นี่คุณไม่อธิบายอะไรเลยได้ยังไง"

คุณทีมงานผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มเบะปาก
แต่หนอก็พูดต่ออยู่ดี
"แล้วนี่ไม่ใช่รอบสื่อเหรอคะ
สื่อที่มาเขาจะไปพูดต่อยังไงก็ได้นะ"

ว่าแล้วคุณผู้ชายตรงโต๊ะนั้นก็หยิบ
เศษตั๋วเดี่ยวๆ ยับๆ ขึ้นมา
แล้วบอกว่านี่เป็นที่นั่งแถวหน้า
อาจจะดูไม่ถนัด จะรับไหม

"มันเกินเวลามาขนาดนี้
คุณยังจะให้เข้าอีกเหรอคะ"
คือจุดนี้ดูไม่ดูไม่สำคัญแล้วล่ะ
หนออยากรู้คำอธิบายมากกว่า

(แต่ก็เงียบนะ ไม่มีคำอธิบายใดๆ มากกว่านี้)

สรุปว่าพวกเราได้บัตรที่ที่นั่งไม่ติดกัน
และแถวหน้ามากๆ มา 3 ใบ
เดินเข้าโรงกันอย่างรีบๆ งงๆ
(ซึ่งเท่ากับว่าถ้าไม่ด่าก็ไม่ได้ดู - รึเปล่า?)

นอกจากการเบะปาก
และการขอที่อยู่แล้ว
หนอหาสาระอื่นๆ
จากสิ่งที่ทีมงานพูดไม่ได้เลย

และภาวะ "คนล้น" ที่ว่า...


... คือแบบนี้ค่ะ

นี่ยังไม่นับว่ามีหลายคนนั่งหลับ
(และกรน)
ระหว่างดูหนังด้วยนะคะ
เลยไม่แน่ใจว่านี่เป็นรอบสื่อหรือรอบอะไรแน่

ที่ติดใจมากที่สุดคือทีมงาน
ที่แก้ปัญหาได้ย่ำแย่ที่สุด
เหมือนพีอาร์ของปลอม
... ของเด็กเล่น

หรือเขาจะมองเราเป็นสื่อปลอม
สื่อเด็กเล่น
สื่อมาขอดูหนังฟรีก็ไม่รู้นะ
(แต่พอทวีตรีวิวไปนี่รีบรีทวีตใหญ่เลย)

เรื่องนี้จะสรุปยังไงดีนะ
หนออยากรู้จริงๆ ว่า
ค่ายหนังทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับอะไร
และมองงาน(ดูฟรี)แบบนี้ว่ามีค่าแค่ไหน

ยิ่งไปกว่านั้น
ค่ายหนังและทีมงาน
หรือทีมพีอาร์ที่มารับหน้า
มองกลุ่มคนที่เชิญมาเป็นอะไร

มันไม่ผิดหรอกค่ะ
ที่จะตื่นมา ไปทำงาน
และใช้ชีวิตให้หมดไปวันๆ
แต่มันผิด ถ้างานคุณออกมาต่ำกว่ามาตรฐาน

น่าเสียดาย
ที่หนังดี ตัวเก็งชิงรางวัลใหญ่
ต้องมาพัวพันกับ
อีเวนต์ที่ไม่น่าจดจำแบบนี้

.........

ไม่คาดหวังให้ทำงานกันแบบได้ A หรอกค่ะ
เอาแค่เสมอ Mean ก็พอ

ป.ล. "ขอโทษ" สักคำก็ไม่มีนะ


December 29, 2015

คนที่ผ่านไป

'ชื่อ "พริ้ม" แกไม่รู้จักหรอก'
คือคำตอบที่ได้
เมื่อถามเพื่อนว่าได้น้องรหัสเป็นใคร
ซึ่งนั่นก็คือ 10 ปีมาแล้ว

หนอจำประโยคที่ว่านี้ไม่ได้เลย
จนกระทั่งได้มาทำงานกับ 'พริ้ม'
ที่สถานีข่าวช่องหนึ่ง
แล้วก็ถามเธอว่าพี่รหัสเป็นใคร

ดูเหมือนคำถามแบบนี้จะจำเป็น
เวลาที่รู้ว่าเรียนจบมาจากที่เดียวกัน
แต่จำกันไม่ได้
หรือตอนพยายามจะโยงเขาเข้ากับคนที่รู้จัก

หนอไม่ได้เจอ 'ทิม' มานานมากแล้ว
ครั้งสุดท้ายเจอกันกลางห้าง
ต่างคนต่างมีคนมาด้วย
ไม่สะดวกหยุดคุยนาน

จำได้ว่าบอกไปว่า
'จะแชตหานะ'
พูดไปงั้นแหละ
แต่ก็ไม่ได้ทำ

หรือมันอาจจะผิดที่หนอเอง
ที่ตอนเรียนจบไม่ยอมเข้ารับปริญญา
ส่งรายงานตัวสุดท้ายเสร็จ
แล้วก็บินไปเรียนภาษาที่เกาหลีเลย

หนอเป็นคนขวางโลกมาแต่ไหนแต่ไร
พิธีรีตองนี่อย่าได้มาถาม
เพราะจะตอบไม่ได้
เป็นคนไม่ใส่ใจพิธีการเท่าไร

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่ค่อยมีรูปเก็บ
ไม่มีรูปตัวเอง ไม่มีรูปเพื่อน
ไม่มีรูปตัวเองคู่กับเพื่อน
ในโมเมนต์สำคัญๆ

หลายปีก่อนนัดทานข้าว
กับเพื่อนคณะเดียวกัน
เอกเดียวกันนี่แหละ
อยู่ดีๆ เพื่อนก็พูดขึ้น

'เออ "ทิม" ตกบันไดนะ'
เหตุการณ์ธรรมดาๆ
ที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้
แต่กลับส่งผลยิ่งใหญ่กับคนคนหนึ่ง

หลังจากนั้นมาก็ได้ยินว่า
'ทิม' ต้องรักษาตัวยาว
เพื่อนฝูงก็ได้แต่ติดต่อห่างๆ
พ่อแม่เขาไม่สะดวกให้เข้าไปเยี่ยมนัก

ถึงตรงนี้หนอได้แต่นึกเสียดาย
ที่ไม่ได้ติดต่อ 'ทิม' เลย
ทั้งที่สมัยเรียนนั่งด้วยกันบ่อยมาก
'ทิม' เป็นคนที่เก่งและดี

อีกเหตุผลของการไม่ได้ติดต่อกัน
อาจจะมาจากลักษณะงานที่ทำ
เท่าที่เห็นจากฟีดเฟซบุ๊ก
'ทิม' เดินทางบ่อย อยู่ต่างประเทศซะเยอะ

สรุปก็คือต่างคนต่างห่างกันไปนั่นแหละ
ชีวิตหลังเรียนจบก็งี้
ไม่เหมือนสมัยเรียน
ที่เพื่อนดูจะเป็นทุกอย่างของชีวิต

จริงๆ ช่วงหลังมานี้
หนอพยายามหาทางติดต่อ
ทางบ้าน 'ทิม' เขานะ
เพราะอยู่ดีๆ ก็นึกถึง

หรือเพราะทำงานหนัก
เหนื่อยกับชีวิต
เลยคิดถึงชีวิตเก่าๆ
กับเพื่อนเก่าๆ ก็ไม่รู้แฮะ

ครั้งล่าสุดที่พูดถึง 'ทิม'
ก็คือพูดกับน้องรหัสมันนั่นแหละ
ทำงานด้วยกัน เจอกันทุกวัน
จะไประบายกับใครได้อีก

จนกระทั่งเช้าวันอังคารหนึ่ง
เมื่อเดือนที่แล้ว
เพื่อนสนิทก็ไลน์มา
'แก "ทิม" เสียแล้วนะ'

.
.
.
.

เชื่อรึเปล่า
คนคนนั้นจะป่วยหนักมาขนาดไหน
ไม่มีใครเตรียมใจไว้พร้อมหรอก
ไม่มีทาง

การตายจากกันน่าใจหายเสมอ
ไม่ว่าเราจะรักหรือเกลียดเขาก็ตาม
ไม่ว่าจะมากมายหรือน้อยนิดก็ตาม
ไม่ว่าจะบอกลาทันหรือไม่ก็ตาม

หนอใช้วันนั้นทั้งวัน
กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
ใช้ชีวิตอย่างปกติ
และคิดว่าเพื่อนไปดีแล้ว

จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสี่วัน
ร่วมกับรุ่นเป็นเจ้าภาพ นั่งฟังสวด
เตรียมของว่างให้แขกที่มา
และไปร่วมงานเผาในวันอาทิตย์

หนอไม่มีรูปคู่กับ 'ทิม' สักรูป
ไม่มีในเฟซบุ๊ก ไม่มีที่ไหนเลย
ได้แต่มาถ่ายกับรูปหน้าศพแบบกระดากๆ
ไม่รู้ต้องทำหน้ายังไงแน่

พอถึงวันเผา ฝนก็ดันมาตกซะนี่
ตอนงานเริ่มยังไม่หยุดตกดีด้วยซ้ำ
พวกเราที่มางานยังแซวกันว่า
'ทิม' ขี้ร้อน อากาศแบบนี้เหมาะแล้ว

ก็คงเป็นจริงอย่างที่แซวกัน
เพราะพอฝนหยุด อากาศก็เย็นสบายดี
แถมฟ้าก็เปิดเต็มที่ เป็นสีฟ้าสดสบายตา
เป็นบรรยากาศที่ดีสำหรับการบอกลา

หลังงานเลิก
หนอได้แต่นั่งคิดทบทวนว่า
ตัวเราใช้ชีวิตคุ้มหรือยัง
แล้วมีอะไรที่ควรเปลี่ยนแปลงบ้าง

จากที่ปกติเป็นคนไม่ชอบไปไหน
หนอเริ่มคิดวางแผน
ไปเที่ยวเมืองนอกจริงๆ จังๆ อีกครั้ง
ลองไปที่ที่ไม่เคยไป

เหมือนเป็นผลจาก
'ความอยากใช้ชีวิตแทนคนที่ไม่มีโอกาส'
หรือความรู้สึกอะไรประมาณนั้น
... อยากอยู่ให้คุ้ม

พอกลับมาบ้าน
หนอเปิดเฟซบุ๊กดู
พบว่าเพื่อนอีกคน (ที่ไม่ได้เรียนด้วยกัน)
ถูกแท็กรูป มันเลยเด้งขึ้นมาในฟีด

ปรากฏว่า หนอจำคนในรูปนั้นไม่ได้เลย
แต่ก็นั่นแหละนะ คนป่วยก็อย่างนี้
รายนี้ป่วยเป็นมะเร็ง ไม่ได้ตกบันได
เป็นหนักพอดู เลยดูอิดโรยมาก

หนอรู้จัก 'ปัถย์' เพราะเชียร์บอลทีมเดียวกัน
ติดต่อกันครั้งแรกผ่านกลุ่มในทวิตเตอร์
ตอนหลังมารู้อีกว่า 'ปัถย์' เป็นเพื่อนของเพื่อน
เลยมีการนัดเจอนอกวาระฟุตบอลด้วย

หนอกลัวว่า 'ปัถย์' จะรีบไปเหมือน 'ทิม'
เลยส่งข้อความไปทางเฟซบุ๊ก
เล่าให้ฟังถึงแผนที่จะไปเที่ยว
หวังว่าเขาจะตื่นเต้นดีใจด้วย

'เดี๋ยวจะไปถ่ายรูปหน้าสนามมาอวด'
คือข้อความที่ส่งไป
ฟังดู Geek มากนะ
แต่หัวจิตหัวใจแฟนบอลมันมีแค่นี้จริงๆ

หนอหวังว่าประโยคแบบนี้
จะทำให้ 'ปัถย์' ยิ้มได้บ้าง
พอให้ลืมความเจ็บป่วยไปได้บ้าง
พอให้นึกถึงการใช้ชีวิตปกติได้บ้าง

มันเพียงพอมั้ยนะ คำถาม Geek ๆ
กับความเจ็บป่วยระดับมะเร็งระยะท้ายๆ
มันเพียงพอมั้ยนะ
ความหวังดีจากเพื่อนห่างๆ คนหนึ่ง

เช้าวันอังคาร
สัปดาห์ที่ถัดจากข่าวร้ายของ 'ทิม'
ฟีดเฟซบุ๊กหนอเต็มไปด้วยกำหนดการ
วันสวดและวันเผา 'ปัถย์'

.
.
.
.

ข้อความของหนอไม่เคยถูกอ่าน
'ปัถย์' ไปสบายแล้ว
แล้วชุดดำที่เพิ่งซัก
ก็ต้องถูกหยิบมาใส่อีกครั้ง

มันไม่มีคำตอบหรอก
ว่าทำไมคนเก่งๆ ดีๆ ถึงต้องรีบไปนัก
พอๆ กับที่มันอธิบายไม่ได้
ว่าทำไมคนใช้ชีวิตไม่คุ้มอย่างหนอถึงยังอยู่

คนเราใช้ชีวิตไปวันๆ
รอให้แต่ละเดือน แต่ละปีผ่านไป
โดยที่ไม่ค่อยนึกถึงว่า
มันมีบางบุคคลที่ก็ต้องผ่านเลยไปด้วย

สำหรับหนอ
'ทิม' กับ 'ปัถย์' เป็นคนที่ผ่านไปแล้ว... ในปีนี้
ในช่วงเวลาเดียวกับคุณลุง (พี่ชายพ่อ)
และโมโม่ (หมาที่บ้าน) ก็จากไปด้วย

คนหนึ่งคน
จะต้องร้องไห้ให้กับความสูญเสียกี่ครั้งกันนะ
แล้วจะมีปีไหนมั้ยที่เราจะแข็งแรงพอ
และรับมือกับมันได้แบบไม่สึกหรอ

หรืออารมณ์ดีใจเสียใจแบบนี้
เป็นเสน่ห์ของการมีชีวิตอยู่?
หรือการนั่งนึกถึงคนที่ผ่านไปแล้ว
เป็นพลังให้เรามีชีวิตอยู่ได้ดีขึ้นกันแน่?

หมดปีแล้ว
หนอหวังว่าคุณผู้อ่านทุกคน
คงจะมีบทเรียนจากการใช้ชีวิต
ในปีที่กำลังจะผ่านไปไม่มากก็น้อย

ปีหน้ามาเริ่มใหม่กันนะคะ
อะไรที่ดีก็คงไว้
อะไรที่ไม่ดีก็ปรับเปลี่ยนกันไป
ใช้ชีวิตแต่ละวันให้คุ้มค่า

ใช้เวลาไม่กี่วันที่เหลือในปีนี้
บอกลาสิ่งไม่ดีในชีวิต
บอกลาปีที่ผ่านไป
บอกลาคนที่ผ่านไป

.
.
.
.

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

October 27, 2015

ดู.แตะ.ดม.ชิม | ศาสตร์การลิ้มลองชีส


'ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการรับประทานชีส
แค่ชีสหนึ่งชิ้น ขนมปังอีกหนึ่งแผ่น
ตามด้วยไวน์ดีๆ สักแก้ว' - โลร็อง พูส

---------

โลร็อง พูส กำลังจัดแจงวัตถุดิบบนโต๊ะ
ตอนที่สื่อมวลชนทยอยเดินเข้าไปยัง
ห้องอาหารเมโทรออนไวเลส
โรงแรมโฮเต็ล อินดิโก กรุงเทพฯ

ประสบการณ์ทำงานในแวดวงอาหาร
กับบริษัทใหญ่ทั่วโลกหลายแห่ง
ทำให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมการรับประทาน
ของประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าวันนี้ พูส จะรับหน้าที่ผู้บรรยาย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบอาหารและเครื่องดื่ม
และเลขาธิการประจำประเทศไทย
ของสมาคม Les Disciples d'Escoffier

เขาก็ยังยืนยันว่า 'ชีส'
ไม่จำเป็นต้องคู่กับอาหารฝรั่งเศสเสมอไป
และสามารถนำไปประยุกต์
รับประทานคู่กับเมนูดังจากทั่วโลกได้


พูส กล่าวว่า ชีสแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะ
ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ขั้นตอนการทำ
ไปจนถึงรสชาติ และผิวสัมผัส
จึงควรค่อยๆ ลิ้มลองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เขาแนะนำว่าการเลือกสรรชีสที่ต้องการ
จากทั้งหมดกว่า 1,200 ชนิดนั้น
จะต้อง ดู - สัมผัส - ดม - ชิม
ถึงจะถือได้ว่าสมบูรณ์ครบถ้วน

สำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารรสจัด
พูส แนะนำให้จับคู่ชีสกับสมุนไพร
เช่น ใบกะเพรา ใบขึ้นฉ่าย ต้นหอม และผักชี
หรือเครื่องเทศหอมฉุนชนิดอื่นๆ

นอกจากนี้ ชีสยังรับประทานร่วมกับของหวานได้อีกด้วย
ซึ่ง พูส ได้ยกตัวอย่างเพื่อนของเขาที่จับคู่ชีส
เข้ากับกล้วยและช็อกโกแลต
แล้วออกมารสชาติกลมกล่อมลงตัวอย่างน่าทึ่ง


การจัดงานเวิร์กชอปชีสจากยุโรปครั้งนี้
ทำให้พวกเราที่เข้าร่วม
เข้าใจถึงเอกลักษณ์ของชีสฝรั่งเศส
และการประยุกต์เข้ากับอาหารต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ต้องขอบคุณองค์กรส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากนม
ประจำประเทศฝรั่งเศส หรือ Le CNIEL
ที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น
และให้ความรู้ครบถ้วนอย่างเป็นกันเองและสนุกสนาน

เห็นอย่างนี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะลองคิดเมนู
ที่มีชีสเป็นส่วนประกอบขึ้นมาเอง
และหวังว่าครั้งต่อไปที่จัดงานสังสรรค์
จะได้ลองจับคู่ชีสกับไวน์แก้วโปรดดูบ้าง

เพราะการรับประทานถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
ที่ต้องลอง ดู - สัมผัส - ดม - ชิม
อย่างเป็นขั้นตอน
ไม่ต่างกับศาสตร์การลิ้มลองชีสนั่นเอง

September 22, 2015

1 เดือนที่ผ่านไป

เอพิคเตตัส (Epictetus) นักปรัชญาชาวกรีก
เคยกล่าวไว้ว่า
'หากท่านหวังที่จะเป็นนักเขียน ก็จงเริ่มเขียน'
(If you wish to be a writer, write.)

บางทีกุญแจที่จะไขประตูไปสู่เส้นทางต่างๆ
สิ่งต่างๆ ในชีวิต
อาจต้องเริ่มต้นเช่นนี้ก็เป็นได้
แค่เริ่มสร้าง เริ่มลงมือทำ

หนอแทบไม่ได้เขียนบล๊อกเลย
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
แม้แต่ช่วง 1 เดือนที่เพิ่งผ่านไปนี้
ทั้งที่ชีวิตค่อนข้างจะว่างทีเดียว

15 สิงหาคม เป็นวันที่หนอทำข่าว
ให้วอยซ์ทีวีเป็นวันสุดท้าย
หลังจากที่ทำงานมา 1 ปี กับอีก 353 วัน
(หรือก็คือเกือบจะ 2 ปีนั่นแล)

เหตุผลหลักของการลาออก
เป็นเรื่องสุขภาพร่างกาย
โรคนอนไม่หลับเริ่มกระทบการทำงาน
การตื่นตีสามเข้างานตีสี่เริ่มไม่ใช่เรื่องง่าย

แน่นอนว่าสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์
ย่อมทำให้สภาพจิตใจทรุดลงตามไปด้วย
ประกอบกับเหตุผลข้างเคียงอื่นๆ
ที่มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งจะมีได้

หนอไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกล้าสามารถ
ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคน 100 เต็ม 100
มั่นใจอย่างมากสุดก็ 80 เต็ม 100
และนั่นคือศักยภาพทั้งหมดที่มี

แต่เรื่องมันมีอยู่ว่า
ยิ่งหนอทำงานไปเท่าไร
ยิ่งสัมผัสได้ว่าตำแหน่งที่ทำอยู่
ต้องการจากหนอแค่ 40 เต็ม 100

เท่ากับว่าไม่ว่าจะทำเต็มที่เท่าไร
ก็มีพื้นที่ให้เพียงเท่านี้
ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้
ไม่กว้างไม่แคบไปกว่านี้

ลองนึกภาพหนอเป็นคนอ้วน
ที่ต้องนั่งเก้าอี้ตัวเล็กๆ
พยายามเบียดตัวเองลงไป
พยายามนั่งให้สบาย

แต่คนเราจะสบายในที่แบบนั้นได้เหรอ
และถ้าได้ จะได้นานสักเท่าไรกัน?
และแล้ว ขนาดใจหนอก็เริ่มเล็กลงเรื่อยๆ
และความนับถือตัวเองก็ลดลงด้วยเช่นกัน

มิถุนายน-กรกฎาคมเป็นช่วงที่ทุกข์ทรมาน
หนอใช้คำนี้ได้เลย 'ทุกข์ทรมาน'
เพราะพอใจมันไม่สู้เสียแล้ว
จะให้ทำอะไรมันก็ไม่ไหว

หนอจำได้ว่า
Timehop เคยเด้งข้อความเก่าขึ้นมา
ที่หนอตอบใครสักคนว่า
อาชีพนักข่าวมีเสน่ห์ตรงไหน

หนอตอบไปว่า
'ไม่ได้ดึงดูดพอให้ตกหลุมรัก
แต่ดึงดูดพอให้อยากตื่นไปทำงานทุกวัน'
ซึ่งถึงวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว

เราไม่ได้ทำงานกับแค่ตัวงานอย่างเดียว
แต่เราทำงานกับทั้งองค์กร
คนใน คนนอก ระบบต่างๆ
เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

เราไม่ได้ตื่นมาเจอข่าว แล้วก็แปลๆๆ
แต่เรามีอินเทอร์เน็ตล่ม ปรินเตอร์เสีย
ภาพข่าวไม่มี ตัดต่อไม่ได้
เวลาขาด เวลาเกิน และอีกมากมาย

ความจริงแล้วทั้งหมดนี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ถ้าไม่หมดใจ เป็นใครก็ทำต่อได้
แต่เพราะหนอไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว
ทุกอย่างในทุกวันจึงเป็นฝันร้ายที่ไม่จบไม่สิ้น

ปลายเดือนกรกฎาคม หนอดีขึ้นมาก
ส่วนหนึ่งเพราะไปเข้าอบรม
'เข็มทิศชีวิต' (กับครูอ้อย - ฐิตินาถ ณ พัทลุง)
ซึ่งหนอขอไม่กล่าวถึงมากในบล๊อกนี้

ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อในการอบรมแบบที่ว่า
และไม่ใช่ทุกคนที่เลือกแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้
แต่เอาเถอะ หนอแค่จะบอกว่าหนอรู้สึกดีขึ้น
และการทำงานในเดือนสุดท้ายก็ราบรื่นมาก

ทีนี้ หนอออกจากงานแล้วมาทำอะไรล่ะ?
อย่างแรกเลย 'พัก'
หนอไปรักษาอาการเจ็บไหล่ซ้ายที่
โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล

จากนั้นอาการนอนไม่หลับก็เริ่มทุเลา
ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่กดดันตัวเอง
ให้ต้องเข้านอนเร็ว หลับเร็ว
แม้จะกำเริบบ้าง ก็ไม่ค่อยหนักหนาเท่าไร

นอกจากนั้น ก็เอาตำราเกาหลีมาลองเรียบเรียง
หาวิธีสอนที่ง่ายๆ ใช้เวลาน้อยๆ
แล้วบอกเพื่อนที่มีสถาบัน มีที่ทาง
ว่าถ้ามีคนอยากเรียน หนอสอนให้ได้

อีกอย่างก็คือ ได้ลองสร้างแบรนด์เครื่องสำอาง
ซึ่งไม่ได้ผลิตอะไรใหญ่โตหรอก
ทำผลิตภัณฑ์เดียวก่อน
ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการผลิต

หลายคนเคยบอกว่า
การจะทำอะไรใหม่ๆ ให้สำเร็จ
ไม่ควรทิ้งงานที่เก่า
ก่อนจะเห็นเค้าลางความสำเร็จนั้น

หนอเห็นด้วย
และเห็นว่าในหลายกรณีเป็นเช่นนั้น
แต่หนอทำไม่ได้จริงๆ
เพราะงานที่หนอทำดูจะดึงทุกอย่างไปหมด

หนอกลายเป็นคนที่คิดถึงแต่ข่าว
ตลอดเวลาที่ลืมตาตื่นในแต่ละวัน
ความคิดสร้างสรรค์เริ่มหดหาย
สำนวนการเขียนเริ่มเป็นทางการเกินไป

โทรทัศน์ Prime Time กลายเป็นเรื่องต้องห้าม
เพราะต้องเข้านอนเร็ว เพื่อตื่นทำข่าวเช้า
ซึ่งแน่นอนว่า การนัดเจอเพื่อนฝูง
ก็ต้องเป็นเย็นวันที่รุ่งขึ้นไม่ต้องดิ้นรนตื่นเร็วด้วย

ชีวิตแบบนี้ดำเนินไป
ท่ามกลางสัญญาณเตือนว่า
หน้าที่การงานหนอจะไม่มีทางก้าวหน้า
กว่าที่เป็นอยู่นี้เด็ดขาด

ก็นั่นแลนะ... หนอตัวอ้วนๆ ที่นั่งเก้าอี้เล็กๆ
เมื่อถึงวันที่เก้าอี้มันถูเราจนเป็นแผล
เราจะทนนั่ง ไม่ขยับเขยื้อนตัว อยู่ต่อไป
หรือจะเปลี่ยนเก้าอี้ หาเอาที่พอเหมาะพอดี

สุดท้ายแล้ว หนอก็เลือกแบบที่เล่ามานี่แล
เลือกที่จะเปลี่ยนเก้าอี้
เลือกที่จะออกมาทำอะไรใหม่ๆ
เลือกที่จะสร้างบางอย่างที่เป็นตัวเราจริงๆ

หลังจากนี้ ทุกอย่างที่หนอทำ
ทั้งสอนภาษา (อังกฤษ-เกาหลี) และทำแบรนด์
จะเป็นสิ่งที่หนอสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง
อย่างสุดความสามารถเสมอ

ณ วินาทีนี้
ถึงแม้มันจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน
แต่หนอก็ภูมิใจแล้วที่ได้
'กล้า' ที่จะลงมือทำ

---------

และทั้งหมดนั่นคือ
'1 เดือนที่ผ่านไป' ของหนอ
แล้ว 1 เดือนของคุณล่ะ?

If you wish to be a writer, write.