March 15, 2015

ว่าด้วยการขอขึ้นค่าตัว


ในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา
เรื่องที่กลายเป็นข่าวบันเทิงฮอลลีวูด
ที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ฝั่งอังกฤษมาจนถึงสหรัฐฯ
ก็คือข่าวการขอขึ้นค่าตัวของนักแสดงนำ
หนัง Fifty Shades of Grey
ในการรับเล่นภาคต่ออีก 2 ภาค
ซึ่งจริงๆ เคยมีข่าวว่าผู้สร้างได้ขึ้นค่าตัวให้แล้ว
แต่ไม่มีสื่อฮอลลีวูดพูดถึง
จนพอมาเป็นข่าวอีกครั้ง
ก็เลยนำเสนอในทำนองเดียวกันหมด
เนื้อข่าวมีประมาณว่า
Dakota Johnson และ Jamie Dornan
ขอขึ้นค่าตัวสำหรับภาคต่อเป็นเลข 7 หลัก
ตามสูตรสำเร็จของหนังไตรภาคอื่นๆ
ที่นักแสดงโดนกดค่าตัวในภาคแรกเหมือนๆ กัน
เพราะไม่รู้ว่าหนังจะออกมารุ่งหรือร่วง
นอกจากนี้ทุกรายงานของสื่อฮอลลีวูด
ยังเน้นย้ำที่การกวาดรายได้ถล่มทลายทั่วโลก
ที่ขณะนี้อยู่ที่ราว 530 ล้านดอลลาร์
เท่ากับว่าหนังทำกำไรแล้ว 490 ล้านดอลลาร์
เพราะงบการผลิตอยู่ที่ 40 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

แต่การขอขึ้นค่าตัวของนักแสดงนำทั้งคู่
มีเหตุผลมาจากรายได้สุทธิของหนังเท่านั้นหรือ?
ในเมื่อหนังภาคแรกถูกวิจารณ์ในเชิงลบค่อนข้างมาก
สวนทางกับรายได้ถล่มทลายที่ได้รับ
ทั้งเรื่องการแสดงที่ไม่โดดเด่น
และฉากเลิฟซีนที่ไม่ดึงดูดอารมณ์เท่าที่ควร
เพราะฉะนั้น จนถึงตอนนี้
ยังไม่มีอะไรการันตีว่าภาคต่อที่เหลือ
จะประสบความสำเร็จมากเท่าๆ กับภาคแรก
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจารณ์ต่างชาติจำนวนหนึ่ง
ยังออกมาแสดงความเห็นว่า Dakota และ Jamie
ไม่ควรได้รับค่าตัวมากถึง 7 หลัก
แม้จะสมควรได้รับการขึ้นค่าตัวบ้างก็ตาม
แต่ก็ควรเป็นไปตามเนื้องานและฝีมือการแสดง
ไม่ใช่แค่ดูจากรายได้ของหนังเพียงอย่างเดียว
ซึ่งในฐานะคนที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
นับตั้งแต่ออกฉาย จนมีข่าวลือ
และจนมีการแก้ข่าวหลายตลบ
หนอไม่คิดว่าการขอขึ้นค่าตัว
จะมาจากรายได้ของหนัง
หรือเป็นการขอขึ้น 'ตามสูตร' เพียงอย่างเดียว

หนอคิดว่ากระแสข่าวหนึ่ง
(ซึ่งก็คงมีมูลอยู่บ้าง)
ที่มีน้ำหนักอย่างมากก็คือ
กรณีที่ผู้กำกับของเรื่องอย่าง Sam Taylor-Johnson
จะไม่กลับมากำกับภาคต่อ
เนื่องจากขัดแย้งกับ E L James ผู้เขียนนิยายบ่อยครั้ง
และ E L James (ซึ่งชื่อจริงคือ Erika)
ก็เข้ามาวุ่นวายระหว่างการถ่ายทำ
และตั้งคำถามกับทุกรายละเอียด
จนทำให้ Sam ไม่สามารถสร้างผลงานได้เต็มที่
ซึ่งเกือบทุกครั้งที่ Erika และ Sam เห็นไม่ตรงกัน
Dakota และ Jamie จะเข้าข้าง Sam มากกว่า
แม้การเข้าข้างนั้นจะไม่มีประโยชน์เท่าไรก็ตาม
เพราะสุดท้าย Erika ยังคงมีอำนาจตัดสินใจเสมอ
ตามข้อกำหนดที่เธอได้ทำไว้กับบริษัท Universal
นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย
หาก Sam จะไม่กลับมากำกับหนังชุดนี้ต่อจริง
เพราะเธอมี Background ความเป็นศิลปินที่ครบเครื่อง
ทั้งยังสามารถทำให้นักแสดงของเธอ
สบายใจที่จะเข้าฉากที่น่าอึดอัดได้เสมอ
ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยากจะหาคนทดแทน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า
Erika ต้องการเขียนบทหนังภาคต่อเอง
หลังจากที่ต้องเปลี่ยนคนเขียนบทภาคแรกกลางคัน
เนื่องจากทำงานไม่ได้ดั่งใจ
โดยเธอต้องการให้มีบทเลิฟซีนโฉ่งฉ่างกว่านี้
สมกับที่แฟนๆ หนังสือนิยายรอคอย
ไม่ต้องสนใจว่าตลาด Mass จะรับได้มากแค่ไหน
ซึ่งก็มีคนมองว่าวิธีนี้อาจจะ 'เวิร์ก'
เมื่อดูจากความสำเร็จของหนังอย่าง Gone Girl
ที่ผู้เขียนมารับหน้าที่เขียนบทหนังด้วย
และก็ได้รับเสียงตอบรับที่น่าพอใจ
ทั้งยังสามารถเก็บแง่มุมความน่าค้นหาได้ครบถ้วน
ตามหนังสือนิยายทุกประการ
แต่ส่วนใหญ่กลับคิดว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะดีนัก
เพราะ Erika ไม่มีประสบการณ์มาก่อน
และถ้านับว่าความจุ้นจ้านของเธอ
ทำให้กองถ่ายทำต้องสะดุดลงหลายครั้ง
ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้ว
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ Universal ควรต้องมารับมืออีก
อย่างไรก็ตาม Universal อาจไม่มีทางเลือกมากนัก
เพราะได้หลวมตัวทำข้อตกลงกับเธอไปแต่แรก

ถ้าถามความเห็นของหนอ
ประเด็นผู้กำกับจะไม่กลับมา
และประเด็นผู้เขียนขอเขียนบทหนังเอง
มีน้ำหนักมากในการขอขึ้นค่าตัวในครั้งนี้
เพราะคงไม่มีนักแสดงที่ไหนจะอยากเสี่ยง
เล่นบทวาบหวิวสุดโต่งกับทีมงานที่ไม่คุ้นเคย
และเริ่มทำงานด้วยความรู้สึกที่ว่า
'ไม่รู้ฉันจะต้องเจออะไรบ้าง'
แม้ว่าหนังจะมีแนวโน้มทำเงินมาก
และเป็นประตูไปสู่โอกาสอื่นๆ
(งานดีๆ) ที่จะเข้ามาก็ตาม
เพราะฉะนั้น 'เงิน' ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ที่จะสามารถแลกกับ 'ความเปลืองตัว'
และ 'ความไม่มั่นใจในอนาคต' เหล่านี้ได้
ซึ่งแน่นอน ต่อให้สิ่งที่หนอเดาเป็นเรื่องจริง
ก็คงไม่มีใครเอามาเขียนข่าว
เพราะการไปตอกย้ำประเด็นที่อยากซุกซ่อนไว้
ไม่ใช่เรื่องที่บริษัทผู้สร้างไหนต้องการ
ปัญหาระหว่างทีมงาน
ปัญหาการหลวมตัวตกลงดีลที่เสียเปรียบ
ไม่ใช่เรื่องที่ Universal ต้องการ

หลังจากนี้ ต้องมาติดตามกันว่าต้นปีหน้า
 Fifty Shades Darker จะได้เปิดกล้องจริงหรือไม่
และเนื้อเรื่องที่เข้มข้นน่าติดตาม
ทั้งดราม่า แอ็กชั่น ทริลเลอร์
จะถูกรวมเข้ามาในบทหนังมากหรือน้อย
และยังต้องรอลุ้นกันอีกว่า
จะเกิดความขัดแย้งอะไรในกองถ่าย
จนเป็นที่มาของข่าวลือประหลาดๆ อีกหรือเปล่า
นอกจากนี้แล้ว
ขั้นตอน Post-production จะต้องล่าช้า
เพราะมัวแต่ตัดแต่งรายละเอียดบนตัวนักแสดง
จนทำให้เลยกำหนดเข้าฉาย
วาเลนไทน์ปี 2017 หรือไม่
และตัวหนังจะดีพอ
ให้ผู้ชมเข้าไปชมในโรงฉาย
ตามเป้าหมายที่ทีมผู้ผลิตต้องการได้ขนาดไหน
คงมีแต่เวลาที่จะตอบคำถามเหล่านั้นได้
และแฟนหนังอย่างพวกเรา
คงต้องรอให้ถึงเวลานั้นอีกที
หวังว่าผลงานที่ออกมาจะคุ้มค่าตัวนักแสดง
และคุ้มค่าตั๋วหนังในแต่ละประเทศที่เข้าฉาย

---------------------

Blog นี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว
ไม่เกี่ยวกับสำนักข่าวต้นสังกัด
(Voice TV) แต่อย่างใด

March 3, 2015

ค่าใช้จ่ายของคนขี้รำคาญ

หนอเป็นคนชอบดูหนัง
และแม้ว่าจะมีแนวที่ชอบเป็นพิเศษ
แต่ก็ถือว่าดูได้ทุกแนว
ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นหนังอะไรเข้าบ้าง
วันเวลาสะดวกหรือไม่
สภาพอากาศเป็นยังไง
และพร้อมจะเสียเงินให้หนังเรื่องนั้นๆ มากเท่าไร
คำว่า 'เสียเงินให้มากเท่าไร' ในที่นี้
หมายถึงว่า เสียเงินไปกับตั๋วที่นั่งละเท่าไร
เช่น ถ้าเป็นหนังประเภทที่ควรดู IMAX ก็ดู
ถ้าชอบมากแบบยอมจ่ายตั๋วนอน ก็ต้องไม่เสียดาย
หรือถ้าไม่คิดอะไรมากก็ไป APEX ถูกกว่าโรงห้าง

ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละเครือแต่ละห้าง
ก็จะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป
โรงตามห้างส่วนใหญ่คนเยอะ
ถ้าไม่จองออนไลน์ก็อาจต้องรอคิวนาน
หรือถึงจองออนไลน์มา
ก็อาจต้องเดินฝ่าคนพลุกพล่านอยู่ดี
แต่ข้อดีคือ (ห้างที่หนอมักไป)
ไม่เปียกฝน เดินจากบีทีเอสเข้าห้างได้เลย
ส่วนโรง APEX (สกาล่า - ลิโด้)
ราคาดี รอบดี ที่นั่งดี
แต่ถ้าอากาศแย่ๆ จะขี้เกียจเดินมาก
ไม่ว่าจะร้อนไป หนาวไป หรือฝนตกก็ตาม

ทีนี้ ข้อเสียที่ทุกที่ที่กล่าวมามีเหมือนกันก็คือ
'โฆษณาปัญญาอ่อน'
ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาล
(ตามสัญญาซื้อขายโฆษณาของสปอนเซอร์)
และแน่นอน โฆษณาบางชิ้นนอกจากจะน่ารำคาญแล้ว
ยังเบียดบังเวลาดูตัวอย่างหนัง ซึ่งหนออยากดู
จนทำให้กว่าหนังจะฉายจริงก็กินไปครึ่งชั่วโมง
เจออย่างนี้บ่อยๆ เข้า
คนที่ทำอะไรตรงเวลามาตลอดชีวิตก็เซ็งเหมือนกัน
นี่ยังไม่นับเพื่อนร่วมโรงที่มาสาย เสียงดัง เล่าหนัง
คุย/เล่นมือถือ เอาเด็กเล็กมาดู จนส่งเสียงดังรบกวน

เมื่อมารยาทสังคมเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
และเมื่อสามัญสำนึกไม่ใช่เรื่องสามัญ
หนอว่าบางที
มาแก้ที่ตัวเราเองก็เป็นอีกทางออกที่ดี
ซึ่งนั่นก็ทำให้การดูหนังโรงแพง - ที่นั่งน้อย
กลายเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า
และน่าพึงพอใจ
แต่แน่นอนว่า
อย่าเลือกดูหนังที่คิดว่าดูแล้วจะเสียดายเงิน
(หรือถ้าไม่ค่อยแคร์เรื่องเงินก็ดูๆ ไปเถอะค่ะ 555)
ล่าสุด หนอเพิ่งได้ไปใช้บริการสองโรงใหม่มา
Embassy Diplomat Screens กับ
Emprive Cineclub

โรง Embassy นี่เปิดมาสักพักแล้วค่ะ
แต่เพิ่งจะได้มาดู
ข้อเสียก็แน่นอน ราคาสูงกว่าโรงทั่วไป
แต่ข้อดีคือ เป็นโรงที่คนไม่แออัด
ที่นั่งในโรงไม่เยอะด้วย
และคนนอกโรง/ในตัวห้างก็ไม่เยอะด้วย
นอกจากนี้ โฆษณาก็ไม่เยิ่นเย้อ
มีตัวอย่างหนัง มีสปอนเซอร์หลักๆ แล้วก็จบ
สรรเสริญพระบารมี - ดูหนัง - สบายใจ
ติดนิดนึงตรงที่โรงใหญ่ซื้อที่เดียวได้แค่ด้านหน้า
ซึ่งใกล้จอมาก แต่พนักงานก็จะพยายามเปลี่ยนให้
ถ้าที่อื่นๆ ไม่มีคนนั่ง ก็จะขลุกขลักนิดหน่อย

ส่วนโรง Emprive ที่ Emporium
หนอดูมาตั้งแต่เป็น SFX จนเพิ่งมาเปลี่ยน
ราคาไม่สูงเท่า Embassy
และความสบายก็ถือว่าเพียงพอ
ติดตรงที่ต้องแยกจุดซื้อตั๋ว
ที่ธรรมดาเคาน์เตอร์นึง
ที่แพงผิดปกติอีกเคาน์เตอร์นึง
ทำให้งงๆ ตอนไปครั้งแรก
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรไม่ประทับใจ
แต่ด้วยความที่ที่นี่เป็นโรงที่พลุกพล่านอยู่แล้ว
คือมีฝรั่ง มีครอบครัว มีเด็ก มีอะไรต่างๆ
ก็จะมีวันที่บรรยากาศแออัดนิดนึง แต่ก็พอทน

สรุปแล้ว ทั้งหมดนี่คือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ของคนที่ขี้รำคาญแบบหนอ
ซึ่งโดยส่วนตัวหนอว่าก็คุ้มค่าดี
แต่มันไม่ใช่นิสัยที่ดีหรอกนะ
ความขี้รำคาญน่ะ
หลายๆ ครั้งมันทำให้อยู่ยาก
ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขยาก
ในกรณีนี้การจ่ายมากกว่ามันช่วยได้
แต่ในกรณีที่ไม่มีอะไรช่วยได้
ทำได้อย่างเดียวคืออดทนจริงๆ
ทน จนกว่าสิ่งที่น่ารำคาญจะผ่านไป
หรือไม่ก็ทน จนกว่าเราจะเก่งขึ้น

Happy Birthday to me.
It's been an interesting year.
An interesting 28th year, I mean.
Just this one whole year.

December 31, 2014

ทิ้งไว้ตรงนี้

หนอใช้เวลาทั้งเดือนในการคิดว่าจะเขียนอะไรใน Blog นี้
ไม่สิ 'เขียนอะไร' ไม่ยากเท่าตัดสินใจว่า 'เขียนดีไหม'
แล้วการเขียนออกไป จะทำให้เกิดอะไรขึ้นตามมา

เพราะตลอดเดือน หรือแม้แต่ 3-4 เดือนที่ผ่านมา
ชีวิตหนอเจอแต่ประสบการณ์ขึ้นๆ ลงๆ
เจอสิ่งที่ไม่พอใจจนอยากระบายออกมาก็มาก

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่ระบายออกมาก็คือ...
หนอยังไม่ได้ข้อสรุปว่าอะไรควรเป็นอย่างไร
และการบ่นลอยๆ ก็ดูจะไม่มีประโยชน์ต่อใครเลย

หนอคิดว่ามันไม่สนุกหรอก
ที่ต้องให้ใครมานั่งอ่านดราม่าในชีวิต
ดราม่าในที่ทำงาน

ความชั่วร้ายของดวงชะตา
ความชั่วร้ายของระบบการทำงาน
หรือแม้แต่ความชั่วร้ายของคนรอบตัว

ความจริงคือ...
ดวงชะตาแย่ๆ ของหนอ
อาจไม่ได้แย่ในสายตาคนอื่น

ระบบแย่ๆ ของหนอ
อาจไม่ได้แย่ในสายตาคนอื่น

และเพื่อนร่วมงานแย่ๆ ของหนอ
ก็อาจไม่ได้แย่ในสายตาคนอื่นด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ที่จะมานั่งเล่าเรื่องที่ไม่ชวนอ่าน
จริงไหมคะ

ความอึดอัดทั้งหมด
ไม่เคยถูกระบายผ่านทาง Blog นี้
และการไม่ระบายนี้เองก็เป็นที่มาของ Blog วันนี้

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีแล้วนะคะ
ท่านผู้อ่านได้ทำอะไรเพื่อตัวเองกันบ้างหรือยัง
และมีความคาดหวังอะไรกับชีวิตในวันพรุ่งนี้บ้าง

สิ่งที่หนอได้เรียนรู้มาตลอดทั้งเดือนนี้ก็คือ
ชีวิตเรามีเรื่องให้ทำมากกว่าการไม่พอใจ
มากกว่าการมานั่งบ่นในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ค่ะ

แน่นอนว่าปัญหามันไม่ได้หายไป
เราแค่ต้องมองปัญหาจากมุมมองที่ต่างออกไปเท่านั้น
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

ในชีวิตเรา มันจะมีคนแบบนั้นอยู่...
คนที่เราไม่พึงใจ ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก็ต้องมาพบ มาเกี่ยวข้องกัน

หลายครั้งที่หนอคิด
ว่าคนพวกนี้จะต้องชดใช้สินะ
การทำอะไรแย่ๆ ก็ต้องได้อะไรแย่ๆ ในที่สุด

และตลอดเวลาที่คิดแบบนั้น
หนอก็ไม่มีเวลาไปทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองเลย
มันคุ้มกันไหมนะ... แล้วมันเพื่ออะไรกัน

เมื่อสองวันก่อนพ่อหนอเล่าให้ฟัง
ว่าเพื่อนสมัยมัธยมของพ่อเพิ่งเสียชีวิต
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่หนอฟังแล้วไม่ได้ประหลาดใจนัก

คนเราพออายุมาก ก็เริ่มเป็นโรค
ก็เริ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตกะทันหัน
ก็เริ่มเสี่ยงที่จะทำให้เพื่อนๆ ใจหายเสมอ

แต่แล้วพ่อก็เล่าว่าลุงคนนี้เป็นทนาย
แล้ววันหนึ่งเขาก็บ้า จนโดนยึดใบว่าความ
เพื่อนๆ จึงพยายามเรี่ยไร่เงินให้รักษาตัว

แต่แน่นอนว่า... มันไม่ทันแล้ว
ไม่กี่วันถัดจากวันที่เพื่อนๆ ของลุงทราบข่าวอาการป่วย
ลุงก็ได้เสียชีวิตลง

หนอไม่รู้จักคุณลุงคนที่ว่านี้เลย
แต่เรื่องราวไม่กี่ประโยคของลุง
ทำให้หนอคิดอะไรบางอย่างได้

เรื่องแบบนี้มันเกิดกับใครก็ได้นะ
กับคนรู้จัก กับเพื่อนร่วมงาน
หรือแม้แต่คนในครอบครัวเอง

มันมีอะไรบ้างไหม
ที่จะทำให้ช่วงเวลาก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น...
'มีค่าที่สุด'

ก่อนที่เราจะหลงลืม
ก่อนที่เราจะฟั่นเฟือน
ก่อนที่เราจะตายจาก

มันมีอะไรอีกไหมที่เราควรทำเพื่อตัวเอง
เพื่อคนที่รัก
เพื่อสังคม

หนอยังไม่ได้คำตอบหรอกนะ
มันแค่เป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวหนอ
ตลอดสองสามวันมานี้

สรุปแล้วขึ้นปีใหม่เราควรเปลี่ยนอะไรแน่
เราควรแก้ปัญหาที่ไม่มีทางแก้ได้
หรือเราควรเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับมือกับปัญหาในวิธีที่ต่างออกไป

วันนี้หนอออกไปวัดหัวลำโพงมาค่ะ
ไปทำบุญบริจาคโลงศพ
คนแน่นเหมือน (ช่วงปีใหม่) ทุกปี

บริจาคเสร็จแล้วก็เอาชื่อไปติดที่โลง
จุดธูป ไหว้ 8 กระถาง เผาใบเสร็จ
ตามปกติ

แต่แล้วมันมีแวบนึง
ที่หนออโหสิกรรมให้คนเหล่านั้น
และขอให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น

เพราะวันสิ้นปีไม่ได้หมายถึงวันสิ้นสุดของอะไรเลย
แต่เป็นวันที่เราควรเลือกว่าจะทิ้งอะไรไว้ตรงนี้บ้าง
และเลือกว่าจะเข้าสู่ปีใหม่ด้วย 'สัมภาระ' อะไรบ้าง

ขอให้คนที่ทำร้ายเราอย่าไปทำร้ายคนอื่น
ขอให้ลุงทนายคนนั้นไปสู่สุคติ
ขอให้ทุกคนเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่อย่างสวยงาม

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

November 23, 2014

คราบ

คราบกาแฟ | คราบลิปสติก | คราบความทรงจำ
เราไม่เคยเลิกชอบเธอหรอก
เราแค่พยายามลืมๆ มันไปเท่านั้นเอง

November 7, 2014

ผู้หญิงที่ขายออก

ข้อความจากไลน์กรุ๊ปหนึ่งที่หนอดันถูกรวมเข้าไปอยู่
มีช่วงที่สาวๆ พากันออกความเห็นเรื่องการแต่งงาน
และมีข้อความประมาณนี้โพล่งขึ้นมาด้วย
"กูต้องแต่งงานก่อน 30 ให้ได้ นี่เหลือเวลา 1 ปี"

เออ บีบคั้นตัวเองดีเนอะ 555
เพื่อนส่วนใหญ่ที่เรียนรุ่นหนอเกิด 2528 กันน่ะ
ส่วนหนอเกิด 2529 ช่วงต้นปี
ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าเด็กกว่า เออดี เหลือ 2 ปี อะไรแบบนั้นนะ

เพียงแต่หนอแค่ไม่เข้าใจว่าทำไม
ผู้หญิงทุกคนถึงพยายามเสียเหลือเกิน
ที่จะต้องเป็น "ผู้หญิงที่ขายออก" ก่อนหมดเวลา
เหมือนกับว่าเรากำลังพูดถึง "ของหมดอายุ" ยังไงยังงั้น

หลายครั้งที่คนเราดูละครทีวี อ่านกระทู้พันทิป
แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
ว่าสังคมมันแหลกเหลวยังงั้นยังงี้
สถาบันครอบครัวไม่เข้มแข็งเหมือนเมื่อก่อน

จริงอยู่ ที่สังคมเรามันเปราะบาง
ทุกอย่างรวดเร็ว
ความผิดเล็กใหญ่ล้วนถูกแค็ปหน้าจอ
มาประจานออกอากาศกันง่ายๆ

แต่จะมีใครคิดบ้างไหมว่า
วัฒนธรรมฉาบฉวยเหล่านี้
ก็ล้วนเป็นผลมาจากความคิดฉาบฉวย
อย่างการเร่งรัดอายุแต่งงานแบบนี้นั่นแหละ

ทำไมคนเราถึงเลือกขีดเส้นตายกับความรู้สึก
กับความพร้อม
กับความมั่นคง
ทั้งที่ในโลกนี้ไม่มีใครกำหนดสิ่งเหล่านี้ได้

และผลพวงจากความพยายามจะรู้สึก
ความไม่พร้อม
ความไม่มั่นคงนี่แหละ
ที่จะร่วมสร้างสังคมที่แหลกเหลวและเปราะบาง

เราจะมีสามีภรรยาที่ไม่พร้อม พ่อแม่ที่ไม่พร้อม
ทั้งความจิตใจ เงินทอง และปัจจัยอื่นๆ อีกกี่คู่?
แล้วเขาจะอยู่กันรอดไหม?
แล้วเด็กจะเป็นยังไง?

หนอไม่อยากพูดว่า
"เด็กที่บ้านแตกสาแหรกขาดมีปัญหา" เสมอไปหรอกนะ
หนอเองก็บ้านแตกสาแหรกขาด
และมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่เหมือนคนปกติเท่าไร

และนั่นก็ทำให้หนอไม่ได้รู้สึกว่าควรต้องเร่งรัด
หรือบีบคั้นความรู้สึกใดๆ ของตัวเองให้เป็นไปตามเวลา
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นผลพวงของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
นั่นอาจจะเป็นความผิดแปลกของหนอเอง

ถึงยังไงก็ตาม หนอไม่เห็นว่าความสุขของคนเรา
ควรถูกกำหนดด้วย "มือที่มองไม่เห็น" เหล่านี้
มันไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่กลไกตลาด
และไม่ใช่การขายออกหรือไม่ออก

เอ้า ถ้าอยากจะมองแบบ "ขายออก-ขายไม่ออก" ก็ได้อยู่
แต่ทีนี้ เคยได้มาคิดต่อไหมว่าคนที่ขายออกไปน่ะ
"กำไร" หรือ "ขาดทุน"
แล้วมันจะวัดได้จากอะไร?

ก็นั่นแหละนะ มันวัดไม่ได้หรอก
คุณไม่รู้หรอกว่าตอนคุณอายุ 30 คุณจะอยู่กับผู้ชายแบบไหน
แล้วถ้าคุณรีบร้อนแต่งงานไปแล้ว
คุณจะพลาดโอกาสเจอกับคนดีๆ ตอนอายุ 31-32 รึเปล่า

จริงสิ ถ้าคู่กันแล้วก็ต้องไม่แคล้วกันนี่นา
เราถูกปลูกฝังกันอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ
ซึ่งหนอก็ไม่รู้หรอกว่าจริงไหม
และระบบเนื้อคู่นั้นทำงานยังไง

แต่เท่าที่หนอรู้คือคนที่แต่งงานเพราะกลัวอายุเกิน
ไม่ได้แต่งงานเพราะรากฐานที่ชีวิตคู่ควรมี
และคนที่ปล่อยให้แฟนมาบงการเรื่องแต่งงานเพราะกลัวอายุเกิน
ก็ไม่ใช่คู่ที่แท้ ที่คู่ควร แม้แต่น้อย

หนอไม่ได้กำลังบอกว่า
สังคมเราต้องการคู่ที่พร้อมสุดๆ เท่านั้น
ที่แต่งงานตอนแก่เท่านั้น
ที่มีลูกเมื่อรวยเท่านั้น

แต่หนอกำลังบอกว่า
สังคมเราต้องการ
"สติสัมปชัญญะ" และ
"วุฒิภาวะ" มากกว่า

หนอคิดว่าตรรกะเส้นตายนี้ควรถูกลบล้างไป
และผู้คนควรเคารพตัวเองกันมากกว่านี้
อย่าให้กระแสสังคมหรือแรงกดดันจากคนอื่น
มาทำให้ชีวิตของคุณต้องเป็นไปตามที่พวกเขาอยากเห็น

อย่าอยากเป็น "คนที่ขายออก" เพียงอย่างเดียว
เพราะชาวบ้านเขาจะมาอยากรับรู้กันจริงๆ ก็แค่ตอนซื้อขาย
แต่เบื้องหลังของ "คนที่ซื้อ" คุณเป็นอย่างไร
ต้องใช้ทั้งชีวิตเป็นเครื่องพิสูจน์

พร้อมจะแลกความสุขกับ "การขายออก" กันแล้วเหรอ?

รูโรนิเคนชิน 3 - ปิดฉากตำนาน


แล้วรูโรนิเคนชินก็จบลงไปทั้ง 3 ภาค
ในไทยเราถือว่าไม่ดีเลย์จากญี่ปุ่นเท่าไร
เดือนสองเดือน
เรียกว่าดีเลย์แบบไม่น่าเกลียด

ไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้มีความหมายกับแฟนๆ คนอื่นมากแค่ไหน
แต่สำหรับหนอ
'ซามูไรพเนจร' คือการ์ตูนเล่มชุดแรกและชุดเดียว
ที่ซื้อเก็บจนครบ 28 เล่ม

แน่นอนว่าตั้งแต่ภาคแรกมาทีมงานทำได้ดี
จนเกินความคาดหมายแฟนๆ
และเสียงตอบรับที่ดีก็เกินความคาดหมายทีมงานด้วยเช่นกัน
จนกระทั่งมีภาค 2.1 และ 2.2 หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าภาค 3

จากหนังทั้ง 3 ส่วนนี้ทำให้เห็นความตั้งใจอย่างหนึ่ง
ที่ต้องการให้ 'ฮิมุระ เคนชิน' มีความเป็นคน
มากกว่าเวอร์ชันอื่นๆ (ซึ่งก็มีแต่แอนิเมะ)
และแสดงความรู้สึกแบบที่ทีมงานตีความ

สำหรับหนอ ที่คิดว่าดูมาแทบจะทุกเวอร์ชันแล้ว
ขอบอกว่า เดาเนื้อเรื่องหนังเรื่องนี้ไม่ได้เลย
และระหว่างดูก็ลุ้นไปตลอดว่า
'มันจะผูกเรื่องยังไงต่อหว่า?'

การย่อเรื่องจากการ์ตูน 28 ตอน
หรือจากแอนิเมะ 95-96 ตอน
มาเป็นหนัง 3 ภาค ไม่ใช่เรื่องง่าย
และหลายช่วงหลายตอนไม่ได้ถูกนำเสนอ

จากที่อ่านสัมภาษณ์อาจารย์โนบุฮิโระ วัตสึกิ คนเขียน
หนอเข้าใจเอาว่าอาจารย์อยากนำเสนอ
เรื่องประมาณนี้ด้วยเหมือนกัน
ทั้งการสร้างแอนิเมะและการเขียนการ์ตูนเวอร์ชันใหม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
'ยูกิชิโระ โทโมเอะ' ภรรยาเก่าของเคนชิน
ถูกพูดถึงน้อยลงเรื่อยๆ จนมาในหนังคนแสดง
ที่เหลือเพียงแผ่นหลังยามร้องไห้เพียง 1 ซีนเท่านั้น

โทโมเอะ เป็นตัวละครที่หนอชอบที่สุด
แต่ก็ไม่เชิงว่าจะทำให้หนอผิดหวังกับหนังหรอกนะ
หนอทำใจมาตั้งแต่ดูแอนิเมะแล้ว
และอีกอย่าง แฟนๆ คงอยากเห็นคู่ 'เคนชิน-คาโอรุ' มากกว่า


ซึ่ง...
ก็จะได้เห็น
และได้เห็นยิ่งไปกว่า
Deleted Scene หลังจากแอนิเมะ Episode 95 ด้วย


หนอว่าทีมงานจงใจใส่ 'ความเป็นคน'
และ 'ความเป็นคนรัก' ให้เคนชิน
เพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นในมุมที่อยากเห็นเต็มที่
โดยเฉพาะความพีคในซีน 'ขอแต่งงาน' ที่เรียกเสียงฮือฮาจากทั้งโรง

คือมันน่าแปลกไหมล่ะ
เราเห็นทั้งสองคนแต่งงานมีลูก
ในแอนิเมะเวอร์ชันต่างๆ
แต่ยังไม่มีใครเคยเห็นเคนชินขอแต่งงานเลย!

มันไม่ได้เปลี่ยนโทนของการ์ตูนหรอกนะ
มันเป็นความพยายามทำให้ถูกใจแฟนๆ มากกว่า
และสำหรับหนอ ฉากบู๊และดนตรีประกอบก็มากเพียงพอแล้ว
ที่จะทำให้อยากเชิญชวนทุกคนเข้าไปดู

ถ้าจะมองข้ามเลือดปลอมที่แดงจัดจนเกินไป
และความน่ารำคาญ/ความเป็นการ์ตู๊นการ์ตูนของซาโนะสุเกะไปได้
หนังเรื่องนี้ถือว่า Smooth มาก
ดูได้อย่างคุ้มเงิน แม้คุณจะไม่ใช่แฟนซามูไรพเนจรก็ตาม

----------

สรุปใหม่แบบ ณ วันนี้เลยดีกว่า

ภาค 1 หนอให้ 9 เต็ม 10
ภาค 2 หนอให้ 8 เต็ม 10
ภาค 3 หนอให้ 8.5 เต็ม 10

(นี่เรียกว่าปล่อยคะแนนแล้วนะ 555)


November 5, 2014

ความฝันยิ่งใหญ่ของใครคนหนึ่ง

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว
หนอไปเรียนชงกาแฟมาค่ะ
เวลาเรียนสั้นมาก แค่หนึ่งวันเต็มเอง
เรียนการชงและการเปิดร้านกาแฟคร่าวๆ

ร้านกาแฟตามหลักสูตรที่ว่านี่
ไม่ใช่ร้านชิคๆ ที่คนชอบไปถ่ายรูป
กินกาแฟพร้อมบรรยากาศ
หรูหราอะไรขนาดนั้นนะคะ

นึกถึงร้านหน้ามหา'ลัย
ร้านในที่ชุมชน
ที่มีให้เลือกทุกเมนูน่ะ - ร้อน เย็น ปั่น
ไม่คำนึงถึงความหรูหราเท่าไร

ที่หนอไปเพราะความอยากรู้ล้วนๆ
ไม่ได้คิดอยากจะเปิดร้านอะไรเลย
แต่คนอื่นรอบตัวหนอเข้ามาจดเล็กเชอร์อย่างตั้งใจ
ทั้งที่หลายคนดูไม่เคยดื่มเครื่องดื่มแบบนี้ด้วยซ้ำ

มีคุณน้าท่านหนึ่ง
ตั้งใจจดแทบทุกตัวอักษร
ทั้งที่ในตำราเรียนก็มีเขียนไว้
และจะยกมือถามสิ่งที่ครูเพิ่งพูดไปตลอดเวลา

ทั้งหมดนี้ทำให้หนอเข้าใจว่า
คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเข้าคลาสเหล่านี้
เพื่อนำไปประกอบอาชีพจริงๆ
โดยไม่เกี่ยวโยงกับความสนใจและความชอบเลย

อะไรทำให้คนเหล่านี้ตัดสินใจแบบนี้กันนะ?
ความฝันเหรอ? แต่เขาฝันว่าอะไรกัน?
ฝันว่าอยากมีร้านกาแฟ?
หรือฝันแค่ว่าอยากมีธุรกิจที่ไปได้ดี?

หนอ... ในฐานะคนที่ไม่มี passion คนหนึ่ง
และไร้ทิศทางมาตั้งแต่เด็กจนโต
มองเห็นความไร้ทิศทางเหล่านี้
แล้วก็ได้แต่สงสัย

หนอรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้ตัวว่าอยากทำอะไร
แต่อย่างน้อยๆ
สิ่งที่คนเราจะทำได้ดี
ควรเริ่มจากสิ่งที่สนใจก่อน

สำหรับคนที่จะวางแผนอะไรสักอย่าง
คิดดูให้ดีก่อนนะคะ
การเสี่ยงทำความฝันให้เป็นจริง
เป็นเรื่องที่ควรทำก็จริง

แต่การค้นหาความฝัน
ให้รู้ว่าตัวเราต้องการอะไรก็สำคัญไม่แพ้กัน
อย่าคิดแต่ว่าจะทำตามกระแส
เพราะมันง่าย มันถูก และมันน่าจะดี

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทั้งนั้น
ความรัก ความฝัน ความสำเร็จ
ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
ขอให้ทุกคนโชคดีกับความฝันนะคะ ^^