March 21, 2013

อยากรู้ ไม่อยากฟัง

ชายหนุ่มนั่งลงอย่างเสียไม่ได้
เขาถือโอกาสมองหญิงสูงวัยตรงหน้าให้เต็มตา
พลางถัดเบาะเข้าไปใกล้โต๊ะญี่ปุ่น
ที่กั้นอยู่ระหว่างเขากับเธอ


เขาไม่ได้เต็มใจมาที่นี่


แม่เฒ่าบรรจงคลี่กระดาษใบหนึ่งออก
แสดงว่าทุกอย่างมีการตระเตรียมมาแล้ว
วันเดือนปีเกิดของเขา และอะไรยึกยืออีกเต็มไปหมด
คนที่บอกให้เขามาที่นี่คงเป็นธุระให้เสร็จสรรพ


แล้วเขาก็มานั่งอยู่ที่นี่


“คนเกิดวันที่ 13 เป็นคนขวานผ่าซาก...”
“อ้าวนี่... ยาย ผมไม่ได้มานั่งให้ยายด่านะ”
“เดี๋ยวสิ ฟังก่อน” เธอกล่าวอย่างใจเย็น
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ แต่สีหน้าไม่ค่อยพอใจ


“เธอเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ปรุงแต่ง ไม่ชอบอยู่ในกรอบ รักอิสระ...”
ทำไมเขาต้องมานั่งฟังคนอื่นบอกว่าเขาเป็นอย่างไรด้วยนะ?
“เกณฑ์งานเธอดีมากนะ ผู้ใหญ่ไว้ใจ นายรัก มีงานที่ดี...”
ว่าแต่ คนแปลกหน้าจะมารู้อะไรเรื่องของเขาล่ะ?


“เขาให้ผมมาถามเรื่องความรัก” ชายหนุ่มแทรกขึ้น
เขาในที่นี้คงเป็นคนที่บอกให้มาที่นี่ ที่เป็นธุระให้เสร็จสรรพ
“อืม......... เขาเกิดวันที่เท่าไรนะ?”
“15… 15 พฤศจิกา” เป็นคำตอบที่ห้วนพอๆ กับคำถามในใจ


“อืม......... ถ้าพ้น 2 ปี พวกเธอก็อยู่กันยาวแล้วล่ะนะ”
“นี่ยายให้ผมขับรถมาเป็นชั่วโมงเพื่อแค่นี้เหรอ?” เขาตวัดหางเสียง
“เธออยากฟังแบบไหนล่ะ? ว่ามาเลยสิ”
“บอกมาทั้งหมดนั่นแหละ บอกมาตรงๆ”


ผู้ชายที่บอกว่าไม่ได้มานั่งให้ด่า


“มีปัญหากันตลอดนี่นะ คบกันก็เหมือนไม่ได้คบ...”
ชายหนุ่มชะงักไป
“อยู่ไกลกันยังขนาดนี้ ยิ่งอยู่ใกล้จะยิ่งมีปัญหา...”
“แล้วผมต้องทำยังไง?”


“ก็บอกว่าพ้น 2 ปี อยู่กันยาว”
“ถ้าไม่พ้นล่ะ?”
“ก็เลิกกัน”
“นี่ยายแช่งผมนี่!”


ผู้ชายที่บอกว่าให้บอกมาตรงๆ


“ไม่ได้แช่ง ช่วงปีถึงปีครึ่งนี้พวกเธอจะมีเหตุให้ไม่พอใจกันมากๆ”
“ยายพูดอย่างนี้ แล้วผมจะไปบอกเขายังไง”
“บอกไปสิว่า มีอะไรให้พยายามเข้าใจอีกฝ่ายมากๆ อย่าชวนทะเลาะ”
“อันนั้นผมก็บอกอยู่ประจำ ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้เลย”


แม่เฒ่าถอนหายใจยาว
อะไรคือสิ่งที่เธอควรพูดออกมากันแน่นะ
เธอผู้ซึ่งหยั่งรู้ทุกอย่าง
แต่กลับไม่สามารถหยั่งรู้จิตใจของคนที่อยู่ตรงหน้า


“เธอคิดไหมล่ะ... ว่าถ้ามันถึงขั้นนั้น ก็เลิกกันเสียเถอะ”


ชายหนุ่มชักสีหน้า
ควักเงินจำนวนหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
แล้วรีบลุกขึ้นเดินจากไป
“... นั่นไม่ใช่ทางเลือกของผม” เขากล่าวทิ้งท้าย


อะไรคือสิ่งที่คนเราอยากรับรู้กันนะ
แล้วอะไรคือสิ่งที่คนเรารับฟังได้
แล้วถ้าคำตอบของคำถามไม่น่าฟังล่ะ
แล้วถ้าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่น่าเผชิญล่ะ


คนเราอยากรับรู้แต่สิ่งดี
อยากเจอแต่สิ่งดี
อยากถูกพูดถึงแต่ด้านดีๆ
มนุษย์หนอมนุษย์


สิ่งที่แม่เฒ่าทำนายไว้
จริงแล้วอย่างไร ไม่จริงแล้วอย่างไร
สิ่งที่ชายหนุ่มสงสัย
รู้แล้วอย่างไร ไม่รู้แล้วอย่างไร


คนเราควรรู้ความจริงไม่จริงในใจตัวเองก่อน
รู้สึกอย่างไร ไม่รู้สึกอย่างไร
ก่อนที่จะไปรู้ความจริงไม่จริงอย่างอื่นในโลก
ก่อนที่จะก้าวย่างออกไปที่ใด ต้องเริ่มจากการที่เรา “ตื่น” ก่อน


อยากเห็นทุกคน รู้ ตื่น และเบิกบานด้วยตัวเองค่ะ

ติ่งเกาหลี

หนอเป็นติ่งเกาหลีค่ะ


หนอใช้เวลาในปี 2007 หมดไปกับการชื่นชอบศิลปินกลุ่มหนึ่ง
แล้วก็ได้มาเจอกับเว็บบอร์ดดีๆ ของแฟนคลับกลุ่มหนึ่ง
เป็นเพจที่เขียนมาได้สะอาดสะอ้าน พูดคุยกับอย่างสุภาพ
และเหนือสิ่งอื่นใด มีข้อมูลของศิลปินเยอะ น่าติดตามอ่าน


ช่วงปลายปีนั้นมีการนัดเจอกัน
สมาชิกหลายคนรู้จักกันแล้ว
มีแต่หนอที่เพิ่งจะขอไปด้วยเป็นครั้งแรก
เป็นการรอคอยที่ตื่นเต้นที่สุดตั้งแต่เคยนั่งรอที่สยามเซ็นเตอร์มา


แล้วเราทั้งหมดก็ได้พบกัน


สิ่งที่น่าประหลาดใจคือหนอไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนเลย
บทสนทนาทั้งหมดสนุกสนานราบรื่น
จนคิดไปได้ว่า ต่อให้ไม่มีศิลปินกลุ่มนี้เราก็สนิทสนมกันได้
วันนั้นเป็นวันที่ดีวันหนึ่ง


หนอรู้สึกดีกับคนที่เพิ่งพบเพียงชั่วครู่
และคิดจะสานต่อความสัมพันธ์เท่าที่มันจะพอยั่งยืนได้
ศิลปินเดี๋ยวก็มาเดี๋ยวก็ไป แฟนคลับก็เช่นกัน
หนอไม่คิดจะยึดติดกับคนที่เจอกันในเว็บบอร์ด


หนอเป็นนักเรียนเกาหลีค่ะ


หนอใช้เวลาช่วงปี 2008-2009 หมดไปกับการเรียนภาษา
มหาวิทยาลัยยอนเซเป็นบ้านหลังที่ 2 ของหนออยู่เกือบ 2 ปี เลยทีเดียว
การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศคนเดียวจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
อย่างแรกที่ลำบากคือความรู้ภาษาอังกฤษช่วยอะไรไม่ได้เลย


หลังจากปรับตัวได้ พูดภาษาเขาได้ ชีวิตก็ไม่ได้แย่นัก
จะมีก็แต่ภาวะจิตตกที่ทำให้แต่ละวันผ่านไปได้ยาก
แล้ววันๆ หนอจะไปคุยกับใครได้ สันโดษเป็นที่หนึ่ง
หมกตัวอยู่ในห้องแคบๆ มีแต่ทีวีกับแล็ปท็อปเป็นเพื่อน


8 ใน 10 รายชื่อของคนที่ออนไลน์อยู่ก็เป็นติ่งเกาหลีค่ะ
หนอยังรักษาความสัมพันธ์เท่าที่มันจะพอยั่งยืนได้
ยังเป็นคนที่รับฟังหนอปรับทุกข์ ระบายความในใจอยู่เสมอ
ยังเป็นคนที่ช่วยเหลือ ดูแล และให้คำปรึกษาอย่างดี


หนอพูดได้เต็มปากว่าหนอรอดมาได้เพราะเพื่อนกลุ่มนี้
ทั้งที่ใครจะไปคิดว่าคนที่เจอกันในเว็บบอร์ดศิลปินเกาหลี
จะกลายมาเป็นเพื่อนรักกันได้ขนาดนี้
พวกเขาทำให้วันที่อากาศขุ่นๆ อารมณ์มัวๆ ดูไม่ได้แย่นัก
ทำให้วันที่ “เหลือทน” กลายเป็น “พอทน”


แล้วมันก็เข้าสู่ปีที่ 6


ชีวิตของเราทุกคนยังคงเหมือนเดิม
และชีวิตในบางวันยังเป็นเรื่อง “เหลือทน” ได้เสมอ
แต่หนอรู้ว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำให้มัน “พอทน” คือเพื่อนกลุ่มนี้
หนอแค่โทรหาใครสักคนในกลุ่ม แล้วทุกอย่างจะโอเค


แล้วใครคิดว่าติ่งเกาหลีไร้สาระกันคะ?


เนื้อแท้ของคนดูได้จากความชอบต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่า?
เราตัดสินคนจากความชอบต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเปล่า?


สำหรับหนอ การเป็นติ่งเกาหลีเป็นเหตุที่ทำให้เรามาเจอกัน
และเพราะว่าเรามาเจอกัน จนกลายมาเป็นเพื่อนรักกันอย่างนี้
บางที การตัดสินใจเป็นติ่งเกาหลีในครั้งนั้น...
อาจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตเลยก็ได้


คุณล่ะคะ?
คุณเปิดใจรับ “มิตรภาพที่ไม่คาดคิด” แค่ไหน?


เลือก “ติ่งเกาหลี” คนโปรดมาสักคนสิคะ
แล้วตั้งตนเป็นเพื่อนกับเขาเลย
หนอเชื่อว่าชีวิตคุณจะมีอะไรสนุกๆ อีกเยอะ
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

March 20, 2013

บอกให้โลกรู้

Milan Kundera เขียนในหนังสือ
The Unbearable Lightness of Being ไว้ว่า
คนเรามี 4 จำพวก
คนที่ต้องการให้ "สาธารณะ" ดู
คนที่ต้องการให้ "คนคุ้นเคยจำนวนหนึ่ง" ดู
คนที่ต้องการให้ "คนที่รัก" ดู
คนที่ต้องการให้ "คนในจินตนาการ" ดู


อ่านแค่นี้ก็ดูจะเข้ากับสังคมยุคนี้นะคะ
จะดูจากการตั้งค่า Facebook หรือ Twitter ก็ตาม
เราสามารถกำหนดกลุ่มคนที่เราต้องการให้มาดูได้
เลือกที่จะเปิดเผยกับใครบ้าง
เลือกคนที่จะมาเห็นมาได้ยิน มาอ่านมาฟัง
อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิทธิของเรานี่นะ
ไม่ใช่ใครก็ได้จะมาลามปาม มาถึงเนื้อถึงตัว


หนอไม่ใช่ "บุคคลสาธารณะ" เลย
แต่หนอ "สาธารณะ" พอสมควร
คนที่ติดตามทาง Twitter ก็เข้าใจดี
หนอบ่นนกบ่นไม้ แซวคนบนรถไฟฟ้า และด่าขอทาน
ใคร Tweet มาติมาชม ก็ Retweet ให้คนอื่นอ่านด้วย
Mention มาด่าก็เปิดเผยน่ะ เอ้า สาธารณะประมาณนั้น


แต่คนคนหนึ่งจะ "สาธารณะ" ได้ตลอดหรือเปล่า?
Facebook หนออย่างหนึ่งล่ะที่ไม่สาธารณะ
มีแค่ "คนคุ้นเคยจำนวนหนึ่ง" ที่ได้รับอนุญาตให้ดู
ส่วนหนึ่งเป็น "คนที่รัก"
ที่เหลือเป็น "คนคุ้นเคย"
คุ้นเคยมาก คุ้นเคยน้อย คุ้นเคยตามสถานการณ์
เคยคุ้นเคย...


ลองใช้ตรรกะนี้กับอย่างอื่นบ้าง
หนอเพิ่งดูหนังเรื่องหนึ่ง
พระเอกขอนางเอกแต่งงานในที่สาธารณะ
คนมามุงดูเต็มเลย
อย่างนั้นคือ "คนที่ต้องการให้สาธารณะดู" หรือเปล่า?
นางเอกไม่น่าจะแค่เขินแล้วล่ะ น่าจะถึงขั้นอายเลย
"เขิน" กับ "อาย" ไม่เหมือนกันนะคะ


หนอเป็นคนไม่ชอบการที่ต้องเขินต้องอายในที่สาธารณะ
ใครจะชอบล่ะคะ คนปกติก็ไม่ชอบอยู่แล้ว
คนมาดคุณหนู ขี้เก๊ก ฟอร์มจัด... จะไปเหลืออะไร
ยิ่งเป็นคนไม่ชอบอะไรเลี่ยนๆ อยู่ด้วย
ไอ้เรื่องที่จะดูหนังแล้วแทนตัวเองเป็นนางเอกในฉากแบบนั้น
ยิ่งคิดยิ่งน่าอึดอัดนะคะ
สรุปว่า เรื่องอย่างนี้หนอไม่สาธารณะเท่าไรสินะ


จริงๆ จะเรียกว่าไม่ชอบเสียทั้งหมดก็ไม่ได้
หนอไม่ชอบการที่ให้เขินให้อายในที่สาธารณะ
แต่ชอบ Idea ของการ "บอกให้โลกรู้"
อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้
หนอถึงถนัด Social Network นัก
ซึ่งก็ไม่ถึงกับเล่นทุกเครือข่าย
แต่ที่เล่นกันหลักๆ นั่นหนอเล่นหมด


ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบการบอกให้โลกรู้นะคะ
จะมากจะน้อยก็แตกต่างกันไป
ตามลักษณะนิสัยพื้นฐาน
ตามลักษณะนิสัย ณ เวลานั้น
ตามบรรยากาศรอบตัวเธอ
ตามความประพฤติของคนใกล้ตัว
และ/หรืออีกหลายอย่าง


หนอเล่น Twitter มากที่สุดค่ะ
ส่วนที่ Link ออกมาอีกก็มี Foursquare และ Instagram
Facebook นี่ Update น้อยหน่อย แต่ Check เรื่อยๆ
หนอเป็นคนไม่บ่นอะไรลงหน้า Wall ตัวเองค่ะ
มัน "ผลัก" เรื่องที่เราอยาก Show ลงไปน่ะ นึกออกไหม
เพราะฉะนั้นก็มักจะมีแต่รูป มีแต่ Status ที่อยากบอกเท่านั้น
แล้วก็มักจะเป็น Quote เป็นคำคม ปรัชญาบ้าง ไร้สาระบ้าง


เราบอกคนอื่นเพื่อที่จะ "บอกคนอื่น" อย่างเดียวหรือคะ?
เราบอกคนอื่นเพื่อที่จะ "บอกตัวเอง" ได้หรือเปล่า?


เขาว่ากันว่า การติวหนังสือให้เพื่อนเป็นการติวให้ตัวเอง
เพราะยิ่งทำให้ตัวเองจำเรื่องที่พูดออกไปได้ดียิ่งขึ้น


มี Follower มาปรึกษาปัญหาชีวิตกับหนอค่ะ
เขาอ่าน Blog บางเรื่องก่อนๆ หน้า
แล้วอยากทำความเข้าใจ
อยากให้หนอแนะนำเขาให้ทำให้ได้แบบนั้น
ให้ "ปลง" ให้ได้แบบนั้น
หนอนัดมาเจอ แล้วนั่งคุยกันสักครู่
สิ่งที่หนอปลอบเขาไปดูเป็นประโยชน์นะ ดีใจจัง


แต่แล้วหนอก็กลับบ้านมานั่งคิด
หนอ "ติว" เขาเพื่อที่จะ "ติว" ตัวเองหรือเปล่า?
หนอปลอบเขาเพื่อที่จะปลอบตัวเองหรือเปล่า?
การบอกอะไรคนอื่นสักอย่างเป็นไปเพื่อการบอกตัวเองด้วยหรือเปล่า?
หนอรู้สึกว่าถ้าบอกเขาไปแล้วตัวเองทำไม่ได้จะไม่ดี
เหมือนไปบอกเด็กว่าอย่าดื่มเหล้านะ เหล้ามันไม่ดี
แล้วดันไปดื่มเหล้าเสียเอง อย่างนี้เป็นต้น


สิ่งที่ถูกทำให้เป็นสาธารณะจึงกลายเป็น...
การบอกทั้งตัวเรา
ทั้งตัวเขา
ทั้งใครก็ตามที่บังเอิญมารับรู้
มาเป็นพยานของการกระทำของเรา
ก็เป็นกระบวนการที่ "โปร่งใสตรวจสอบได้" ดีนะคะ
แสดงว่าคนที่กล้า "สาธารณะ" เป็นคน "เปิดเผย"


ย้อนกลับไปที่การขอแต่งงาน
หลักๆ คือการบอกให้คนรักรู้ว่าอยากแต่งงานด้วย
แต่สิ่งที่แฝงอยู่คือการบอกให้ทุกคนรู้ว่าอย่างแต่งงานกับคนนี้
คือ "ฉันยินดีขายหน้าเพื่อบอกสิ่งนี้" และ "เธอคนนี้เป็นของฉัน"
คือเขา "สาธารณะ" และ "เปิดเผย"
ถ้าคิดแบบนี้หนอก็ว่ามัน Romantic ดีนะคะ
ข้ามเรื่องความเขินความอายไป เหลือแค่ส่วนที่ประกาศความเป็นเจ้าของ


หนอไม่ใช่คนที่ "สาธารณะ" ไปทุกเรื่อง
แต่หนอเชื่อว่าทุกเรื่องนั้นมองได้จากหลายมุม
หนอไม่เห็นคุณค่าของทำให้เขินอายขายหน้ากัน
หรือแม้กระทั่งฉีกหน้ากันในที่สาธารณะ
แต่หากมองว่า "สาธารณะ" นั้นคือ "เปิดเผย"
มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไรใช่ไหมคะ?
"โปร่งใสตรวจสอบได้" ดีออกใช่ไหมคะ?


ครั้งต่อไปที่คุณจะ Check-in ที่ไหนและ Tag ใคร
มันไม่ใช่ "การทำให้เป็นสาธารณะไปอย่างนั้นเอง" แล้วนะคะ
ที่เห็นเขาทำกัน เราก็เลยทำบ้าง
แต่มันคือ "ฉันยินดีเปิดเผยเพื่อบอกว่าอยู่ที่นี่"
และ "เธอคนนี้อยู่กับฉัน"
หนอว่ามันคือการให้เกียรติกันอย่างหนึ่งด้วย


ยิ่งถ้าเป็นคนที่พิเศษสำหรับคุณด้วยแล้ว
เป็นคนที่สำคัญกับคุณด้วยแล้ว
ถ้าคิดแบบนี้หนอก็ว่ามัน Romantic ดีนะคะ


ถ้าคิดว่าการให้สาธารณะดูเป็นการเปิดเผยความจริง
มันก็ไม่เลวร้ายเท่าไรใช่ไหมคะ?


มีเรื่องที่อยาก "บอกให้โลกรู้" กันหรือยังคะ?

March 18, 2013

เพื่อนร่วมทาง

เตเดินลงบันไดมาหยุดอยู่ตรงเก้าอี้รับแขก
ปัดกองเสื้อผ้าที่พาดระเกะระกะอยู่ไปทางหนึ่ง แล้วทิ้งตัวลงนั่ง
พร้อมกับหยิบกระเป๋าสตางค์ที่เขาวางไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา


เขาเก็บถุงยางชิ้นที่สองกลับเข้าไปอย่างลวกๆ
พลางชำเลืองมองรูปน้ำหวานก่อนปิดกระเป๋าลง
เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ต้องมองรูปของเธอ


น้ำหวานคือชื่อของผู้หญิงในรูป
เธอบังคับให้เขาใส่รูปนี้ไว้อย่างนี้
ในกระเป๋าสตางค์ที่เธอซื้อให้


เธอบังคับอะไรอีกหลายอย่าง
บางอย่างในหลายอย่างนั้นเตไม่ค่อยจะเต็มใจทำ
แต่เขาก็ทำ แรกๆ ก็เพราะรัก หลังๆ ก็เพราะไม่อยากให้โกรธ


เตเป็นคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือคนอื่นเสมอ
เป็นที่รักของทั้งเพื่อนสนิทในโต๊ะและเพื่อนไม่สนิทในคณะ
รถของเตมีอันต้องกลายมาเป็นรถสาธารณะของเพื่อนๆ อยู่เรื่อย


วันนี้เป็นอีกครั้งที่ทุกคนอาศัยรถเตกลับบ้าน
เบาะหลังบรรจุไปพอหายใจคล่องๆ ได้ 4 คน รวมทั้งรถมี 6 คน
แต่ละคนทยอยลงจากรถที่ละแวกบ้านของตัวเอง


น้ำหวานลงเป็นคนเกือบจะสุดท้าย
เธอหันไปยิ้มให้แฟนหนุ่ม ก่อนบอกลาออม - เพื่อนสนิทในกลุ่ม
ออมโบกมือตอบ แล้วเตก็เคลื่อนรถออกไป


วันนี้เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้
ที่เตนั่งอยู่ในห้องรับแขกบ้านออมและรู้สึกว่างเปล่า
สิ่งที่เขาทำกับน้ำหวานและออมช่างว่างเปล่า


ทำไมนะ


เขาไม่อยากไปจากน้ำหวาน
แต่เขาก็ไม่อยากปล่อยออมไป


ทำไมนะ


เขาไม่อยากให้ละครฉากนี้จบลง
แต่ละครฉากใหม่ก็ต้องแสดง


ม่านกำลังจะเปิดออก


เตเก็บกระเป๋าสตางค์ลงกระเป๋ากางเกง
เดินออกจากบ้านออม ขับรถกลับบ้าน


เขาไม่รู้ว่าถ้าม่านเปิดออกแล้วจะเจออะไร


เขาไม่ได้รู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ
แต่เขาจะรู้สึกไม่ดีถ้าไม่ได้ทำ


ทำไมนะ


ถ้าน้ำหวานรู้ความจริง
ถ้าออมบอกความจริง


ยังไงดีนะ


เตได้แต่คิดวนไปวนมา
และขับรถกลับบ้านไป


------------------------------


* หนอไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในรถคันนั้นนะคะ ไม่ต้องเดา
** เหตุการณ์จริง บรรยากาศจำลอง ชื่อสมมุติ

สิ่งที่เคยมีความหมาย

หนอตัดสินใจเรียก Taxi จากบางนากลับพระราม 6
เพราะหนอไม่คิดอยากเจอหน้าใครแล้วจริงๆ


เคยเป็นอย่างนี้กันไหมคะ?
อาการที่ไม่อยากเจอหน้าใคร
ไม่ว่าจะเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไหนก็ตาม


หนอเกิดกลางเมืองและโตกลางเมือง
มีชีวิตอยู่ระหว่างถนนพระราม 6 กับถนนพหลโยธิน
ความสามารถในการไปไหนมาไหนเองอยู่ภายในรัศมี 1 กิโลเมตร


ในความคิดของนิสิตปี 2 ที่อยู่ในโลกแคบๆ คนหนึ่ง
“บางนา” ฟังเหมือนกับต่างประเทศทีเดียว
คนแถวนั้นเขาเดินทางเข้ามาทำงานกันใช้เวลานานไหมนะ?


ปี 2548 ปีที่การเดินทางโดยรถไฟฟ้ายังหยุดอยู่ที่อ่อนนุช
การไปบ้านแฟนต้องอาศัยยานพาหนะ 3 ต่อ
จักรยานยนต์ออกจากซอย รถไฟฟ้า และ Taxi


วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาว
เป็นรอยต่อระหว่างปลายฝนกับต้นหนาว
ในช่วงระหองระแหง
รอยต่อระหว่างการเป็นแฟนกับแฟนเก่า


หนอจำได้แค่ว่าเราทะเลาะกัน
ไม่มีประเด็นชัดเจน
แต่ยืดเยื้อเรื้อรังมานาน
เรารักกันน้อยลง เกลียดกันมากขึ้น


ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าคนที่เคยรักกัน
และรู้จักกันดีทุกอย่าง
กลายมาเป็นคนเกลียดกัน
และพร้อมจะทำร้ายกันทุกอย่าง


และเพราะว่ารู้จักดี จึงรู้ถึงจุดอ่อนอย่างดีด้วย
เหมือนคนสองคนถือปืนเล็งจุดตายกันและกัน
ทำอะไรก็ตาย ตายทั้งคู่ ไม่มีชิ้นดี และทรมาน
มันช่างเกินเยียวยา


จะต่างกันก็ตรงที่หนอไม่รู้จะหันไปหาใคร
หนออยู่ในบ้านที่เข้มงวด
การปรึกษาแม่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไม่เคยเป็นตัวเลือก
หรือถ้าเป็น ก็เป็นตัวเลือกแรก... ที่ตัดทิ้ง


กระบวนการ How-to ที่แนะนำให้
“มีอะไรปรึกษาพ่อแม่”
เป็นหลักการขยะในบ้านหนอ
จริงๆ ก็พอทำได้อยู่ แต่จะจบแบบศพไม่สวยก็เท่านั้น


วันนั้นการเหม่อลอยใน Taxi ไม่สามารถฆ่าเวลาได้มากพอ
หนอตัดสินใจโทรหาผู้หญิงคนเดียวในชีวิตที่น่าจะเข้าใจ...


... แม่แฟน


หนอจำได้แค่ว่าหนอเริ่มร้องไห้
แม่บอกให้หนอหยุดร้อง เพราะเป็นห่วง
กลัวคนขับ Taxi จะพาไปทำอะไรไม่ดี
แล้วแม่ยังบอกอะไรอีกหลายอย่าง


แม่บอกว่าแม่เข้าใจ
ว่าทำไมหนอถึงโทรหา
แม่เข้าใจธรรมชาติของแม่หนอ
จากรายละเอียดที่เคยรับรู้มา


แม่บอกสิ่งหนึ่งที่มีความหมายมาก
อย่างน้อยก็กับหนอ ในเวลานั้น วินาทีนั้น
“แม่ไม่มีลูกสาว แม่เห็นหนอเป็นลูกสาวของแม่นะ”
แล้วทุกอย่างก็พรั่งพรู น้ำตา ความรู้สึก... ทุกอย่าง


คำพูดเพียงไม่กี่คำที่ทำให้คนกำลังจมน้ำมีฝั่งให้เกาะ
ให้ใจที่กำลังปลิวลมมีหลักให้ยึด
ให้ลูกที่ (ในความรู้สึกตอนนั้น) ไม่มีแม่
ได้มีแม่ให้กอด (ในใจ) และร้องไห้ใส่เสียยกใหญ่



เราเลิกกันอยู่ดี
แต่มันก็สมควรแล้ว



คำพูดบางอย่างสูญเสียความหมายของมันเมื่อผ่านพ้นกาลเวลา
แต่สิ่งที่มีคุณค่าคือความหมายของมัน ณ เวลาที่พูดอยู่


สิ่งที่ตอนนี้ไม่มีความหมายแล้ว
ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีความหมายเลย


7 ปีกว่ามาแล้ว แม่คงลืมไปแล้ว
แม่คงมีลูกสาวคนใหม่ไปแล้ว


สิ่งที่เคยมีความหมายจึงไม่มีความหมายแล้ว


แต่ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ หนอยังรู้สึกขอบคุณแม่ทุกครั้ง
เพราะคำพูดนั้นของแม่ทำให้วันที่เลวร้ายเจ็บปวดน้อยลง


สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้ คือ หนอจะพยายามใช้คำพูดให้มีความหมาย
ให้มันช่วยเหลือคนฟังมากที่สุด แม้สุดท้ายแล้วคำพูดเหล่านั้นจะถูกลืมก็ตาม


คำพูดบางอย่างมีความหมายเมื่อถูกเอ่ย
คำพูดบางอย่างมีความหมายเมื่อถูกจดจำ
คำพูดบางอย่างมีความหมายเมื่อถูกเอ่ยและถูกจดจำ


คำพูดบางอย่างมีความหมายกับคนพูด
คำพูดบางอย่างมีความหมายกับคนฟัง
คำพูดบางอย่างมีความหมายกับทั้งคนพูดและคนฟัง


ใส่ใจกับคำพูดของตัวเองกันนะคะ
มันมีความหมายมากกว่าที่คิด