December 26, 2013

บ่นหนัง "47 โรนิน"


ก่อนอื่นต้องบอกว่า
หนอเคยอ่านตำนาน 47 โรนินมาก่อน
เพราะฉะนั้น
การตัดสินใจดูหนังเรื่องนี้
จึงเป็นมากกว่าการไปดูเพียงเพราะ
มันน่าดู หรือ พระเอกหล่อ
หรืออะไรก็แล้วแต่
หนอแค่รู้สึกว่า
สำหรับคนที่(พอจะ)ชอบวิถีซามูไร...
ญี่ปุ่นศึกษา...
หรือหนังพีเรียดอยู่บ้างนี่ เรื่องนี้ควรไปดู
ไปดูว่ามันจะจบยังไง


ด้วยความที่ตัวหนังโปรยมาตั้งแต่เทรลเลอร์แล้วว่า
เป็นหนังแฟนตาซี ก็เอาวะ แฟนตาซีก็แฟนตาซี
แถมยังมีมังกงมังกรอะไรอีกพรึ่บ
ก็เลยทำใจไว้ระดับหนึ่งแล้วว่า
ไม่ควรต้องมาคาดหวังตำนงตำนานอะไร
มีก็แต่พยายามเดาว่า
มันจะอธิบายถึงการมีอยู่ของพระเอกยังไง
เพราะอีฝรั่งหน้าอย่างงี้ ญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่มีแน่ๆ
และโรนินทั้ง 47 คน ก็ไม่ได้สู้กับแม่มด
ทีนี้หนังมันจะออกมาเป็นยังไงกันล่ะนี่


เนื้อเรื่องเปิดมาด้วยความสวยงามของป่าเขา
ให้ความรู้สึกหนังพีเรียดฝรั่งมากกว่าหนังพีเรียดญี่ปุ่น
อะ โอเค ดูต่อไป... เป็นฉากล่าสัตว์ ซึ่งก็ไม่ได้แปลก
พอถึงตรงที่บอกว่า ล่ากิเลน ก็เริ่มเอะใจแล้วว่ามันอะไรกัน
ว่าแล้วงานกิเลนก็มาจริงๆ
กิเลน 8 ตาด้วย ตัวอะไรของมันวะ
วอล์กกิ้ง วิธ เดอะ ไดโนซอร์
ไม่เป็นไร แฟนตาซี ดูต่อไป...
สังเกตคอสตูม เอ... ก็ดูไม่ใช่นะ
คือความสวยงามแบบญี่ปุ่นมันหายไปน่ะ
คอสตูม + โลเกชั่น มันดูเกาหลี + นิวซีแลนด์
และมันดูเป็นหนังเรื่องฮีโร่ + ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง
ไม่เป็นไร พีเรียดประยุกต์ ดูต่อไป...


หลังจากดูไปสักพัก ก็เริ่มจับทางได้
เลยเข้าใจว่าทีมผู้สร้างต้องการที่จะ
ซื่อตรงต่อตำนาน พอสมควร
เพราะตรงไหนที่สามารถเชื่อมกับตำนานได้
ก็จะนำเสนอตามที่ตำนานว่าไว้ทั้งหมด
ซึ่งปัญหาก็อยู่ตรงนี้
อยู่ที่การเอาตำนานมาเขียนขึ้นใหม่
รอบๆ สิ่งที่ผู้กำกับอยากเห็น
เช่น
ผู้กำกับอยากเห็นพระเอกคนนี้
อยากเห็นมังกร
อยากเห็นทุ่งหญ้า
อยากเห็นปีศาจ
ซึ่งทั้งหมดนี้ตำนานไม่มี ญี่ปุ่นโบราณไม่มี
ก็เลยเอาตำนานมาสวมใส่ไอ้ทั้งหมดที่ตั้งธงไว้นี้
ออกมาเป็นหนัง 47 โรนิน


การพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นของตัวละคร
ไม่ได้ขัดกับความรู้สึกหนอมากนัก
ถึงจะทำให้หลายอย่างดูไม่ smooth ก็ตาม
แต่สิ่งที่ขัดกับความรู้สึกจริงๆ กลับเป็นการแสดงออก
ที่ดูเป็น ฝรั่ง เกินญี่ปุ่นทั่วไป
ทั้งการแสดงอารมณ์อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ของผู้หญิง
ซึ่งในสังคมญี่ปุ่นจะมีบทบาทน้อยมาก
เช่น
การที่แม่วิ่งออกมาจากริมถนน
เพื่อกอดลูกชาย แล้วพอนึกขึ้นได้
ก็กลับไปนั่งที่เดิม
หรืออะไรอื่นๆ อีก
ที่ดูลักลั่นประมาณนั้น


เอ้า ไม่เป็นไร ดูต่อไป...
หนังฮอลลีวู้ด...
ถ้าไม่ตรง ก็ขอให้เนียน
ก็ให้หลอก(กู)คนดูไปได้ ก็พอแล้ว
ปรากฏว่า ในช่วงท้ายๆ
ในฉากลงชื่อก่อนบุกรังโจร(ผู้ร้ายในเรื่อง)
ความไม่เนียนก็บังเกิด
เมื่อพระเอกที่ถนัดซ้าย
กลับประทับนิ้วลงชื่อด้วยมือขวา
อะ... ดูไม่แปลกใช่มั้ยล่ะ
แต่มันแปลกถ้าเป็นหนังซามูไร


ซามูไรถนัดขวาทั่วไปจะเหน็บดาบไว้ด้านซ้าย
ถือดาบด้วยมือซ้าย
และจับด้ามดาบด้วยมือขวา
ในการเอานิ้วหัวแม่โป้งตัวเองกดลงบทคมดาบ
เพื่อใช้เลือดแทนหมึก
ทุกอย่างจะเกิดขึ้นตรงสะโพกด้านซ้าย ถูกมั้ย
อะ แล้วยังไง
คีอานู รีฟ ถนัดซ้ายจ้ะ
ถือดาบด้านขวา
และตอนจับพู่กันลงชื่อ
ก็จับด้วยมือซ้าย
แล้วภาพก็ตัดมาที่จังหวะประทับนิ้ว
ยังไงจ๊ะยังไง
เป็นมือซามูไรคนอื่นสิ
เป็นนิ้วโป้งขวากดลงบนดาบที่วางอยู่ด้านซ้าย
(อะไรของมื้งงงงงงงงงงงงงงง)
เล็กๆ น้อยๆ ยังพลาดนะนายจ๋า


แต่นอกนั้น ก็ต้องชื่นชมว่าผู้สร้างพยายามมาก
พยายามที่สุดแล้ว
แต่ก็นะ... ก็ยังไม่น่าจนจำ
ดูเป็นหนังฝรั่งได้เพลินๆ
แต่ถ้าไม่ดูก็ไม่ได้พลาดอะไรไป


ปล ตามตำนานแล้วโออิชิ ชิกะระ ไม่ตายจริง
ซึ่งก็รู้แล้วว่าต้องจบอย่างนั้น


ปลล ซับไตเติลที่เรียก black lake ว่า บึงกาฬ นี่ตลกไปนะ

November 12, 2013

เชอร์รี่บนไอ’ติม

โอ๊ะ วันนี้เขามีม็อบกันเหรอ?
แต่ วันนี้ฉันอยากไปกินไอติมร้านโปรดจัง
ทำยังไงดีล่ะ?
ต้องนั่งรถเมล์อ้อมสินะ


ไอติมร้านโปรดมีอะไร
ก็ไม่มีอะไรมาก
เป็นเหมือนกับร้านอื่นๆ
เพียงแต่เชอร์รี่บนไอติมอร่อยมาก


ฉันตัดสินใจออกจากบ้านแต่เช้า
เพื่อไปนั่งรอรถเมล์
พอขึ้นรถได้ก็ต้องเบียดเสียด
ลำบากจนน่าหงุดหงิด


นี่ฉันทำขนาดนี้ทำไม
กับแค่ไอติมถ้วยเดียว
แต่ก็นั่นแลนะ
เชอร์รี่ลูกเดียวบนไอติมมันอร่อย


วันนี้อากาศร้อน
รถก็ดันติดมากมาย
ไอเสียบนถนนคละคลุ้ง
บรรยากาศชวนอารมณ์เสีย


เมื่อมาถึงที่หมาย
ฉันก็ตรงไปร้านประจำ
สั่งเมนูที่คุ้นเคย
แล้วลงนั่งละเลียด


เชอร์รี่ยังคงอร่อย
ความทุ่มเทยังคงคุ้มค่า
เดินทางแบบได้ไม่น่าจะคุ้มเสีย
แต่เท่าที่ได้มาก็เพียงพอแล้ว


ความพยายามอย่างเหนื่อยอ่อนนั้น
ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เป็นสิ่งที่พิเศษเหนือคำบรรยาย


ชีวิตคนเรามีคนแบบนี้อยู่จริงๆ
คนแบบเชอร์รี่ผลนั้น
คนที่เรายอมทำทุกอย่าง
เพื่อให้ได้ช่วงเวลาพิเศษสั้นๆ กับเขา


ไม่ว่าจะนานๆ ครั้ง
หรือไม่นานครั้ง
ความสุขก็ยังเป็นความสุข
และรอยยิ้มก็ยังเป็นรอยยิ้ม


คนเราทำงานเหน็ดเหนื่อย
เพียงเพื่อจะรอจุดหมายปลายทาง
ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน เป็นบ้าน เป็นรถ
เป็นความสุขของครอบครัว เป็นรอยยิ้มของคนรัก


มันมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ
คนที่เป็นจุดหมายปลายทาง
หายาก มีน้อย เลอค่า
แต่เมื่อได้มาแล้วคุ้มค่าการรอคอย


ทุกคนมีความสุขที่รอคอย
มีรอยยิ้มที่รอคอย
มีรถเมล์ที่ต้องการนั่ง
มีเชอร์รี่ผลนั้นบนไอติม

October 5, 2013

การหล่นหายไปของบางอย่าง

ตลอดการเดินทาง
เรามีเป้ใบเดียว
พื้นที่เก็บสิ่งของจำกัด
เราได้รับบางอย่าง
ต้องทิ้งบางอย่าง
บางอย่างหล่นหายไปเอง
... ระหว่างทาง

ชีวิตก็คือการเดินทางนั้น
เป้ที่แบกอยู่
หมั่นเปิดดูเสียบ้าง
วันนี้เราเหลืออะไรอยู่
ต้องรักษาอะไรบ้าง
ของที่เราคิดว่ายังอยู่
ได้หล่นหายไปบ้างไหม?

การหล่นหายไปของบางอย่าง
อาจนับเป็นเรื่องดี
เพราะว่าความจริงแล้ว
เราอาจไม่เคยต้องการมันก็เป็นได้
เราเก็บมันไว้เพราะมันสวยงาม
มันมีมูลค่าทางการตลาด
... หรืออะไรก็ว่าไป

ของที่มีมูลค่าทางการตลาด
เป็นที่ต้องการของหลายคน
มีไว้กับตัวแล้วเท่ แล้วเก๋
แต่ไม่มีมูลค่ากับใจของเรา
ถึงจะเป็นที่อิจฉาของหลายคน
ถึงจะสามารถเพิ่มคุณค่าบางอย่าง
ก็ย่อมเป็นของที่ไม่สำคัญอยู่ดี

ของที่ไม่สำคัญ
แปลว่า เราขาดมันได้
เราจะต้องอยู่อย่างขาดมันให้ได้
เพราะวันหนึ่งจะต้องแยกขาดกันอยู่ดี
ถ้าเราไม่ทิ้งมันไป
มันก็จะหล่นหายไปเอง
... ระหว่างทาง

September 26, 2013

ณ กาลครั้งหนึ่ง

ในวันหนึ่งหนึ่งของชีวิต
คนเราตัดสินใจทำอะไรหลายอย่าง
ทั้งที่ปกติทำอยู่แล้ว
และที่ปกติไม่เคยทำ

ตัดสินใจที่จะตื่นขึ้นมา
ตัดสินใจที่จะส่องกระจก
ตัดสินใจที่จะแต่งหน้าแต่งตัว
ตัดสินใจที่จะออกจากบ้าน

ในวันที่ชีวิตราบเรียบ
ซึ่งก็เป็นแบบนั้นอยู่หลายวัน
เด็กหญิงคนหนึ่งเฝ้าถามตัวเอง
ถึงการตัดสินใจหลายอย่าง

ทำไมวันนี้ถึงอยากตื่นขึ้นมา
ทำไมวันนี้ถึงอยากส่องกระจก
ทำไมวันนี้ถึงอยากแต่งหน้าแต่งตัว
ทำไมวันนี้ถึงอยากออกจากบ้าน

เธอเขียนขอบตาและปัดขนตา
เธอทาลิปมันและใส่น้ำหอม
ชีวิตวันนี้ยังคงราบเรียบ
แล้วก็เป็นแบบนี้มาหลายวัน

ทำไมถึงเขียนขอบตาและปัดขนตา
ทำไมถึงทาลิปมันและใส่น้ำหอม
ทั้งที่ไม่เคยกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
ทั้งที่ไม่เคยกล้าใกล้ชิดกล้าเดินผ่าน

และกาลครั้งหนึ่งของชีวิต
เธอตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
เขา... ที่ยิ้มตอบกลับมา

ณ ที่แห่งนั้นไม่มีใครอื่น
ณ ช่วงเวลานั้นไม่มีคำพูดใด
ความเงียบทำหน้าที่ของมันได้ดี
เสียงของหัวใจที่เต้นตึกตักก็เช่นกัน

ในวันที่ชีวิตราบเรียบ
เธอได้เป็นเจ้าของสิ่งหนึ่ง
ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ซึ่งนั่นก็มากพอ

ระหว่างที่ตื่นเช้าและเข้านอน
รอยยิ้มของเขาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
ที่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
รอยยิ้มนั้นเป็นของเธอ... คนเดียว

ณ กาลครั้งหนึ่งของชีวิต
เธอเคยตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
ณ กาลครั้งหนึ่งของชีวิต
คนเราต่างก็เคยตกหลุมรัก

September 14, 2013

คิดถึงตามอัตภาพ: ตอนที่ 10 บทส่งท้าย

ความคิดถึงไม่มีเสียง
ซึ่งก็ดีแล้ว
ถ้าไม่อย่างนั้น
มันก็คงจะดังลั่นห้อง

ความคิดถึงไม่มีสี
ซึ่งก็ดีแล้ว
ถ้าไม่อย่างนั้น
มันก็คงจะเลอะทั่วห้อง

ความคิดถึงไม่ใช่ฝุ่น
ซึ่งก็ดีแล้ว
ถ้าไม่อย่างนั้น
มันก็คงจะเกาะเต็มห้อง

ความคิดถึงเป็นสิ่งสวยงาม
ฟังไม่ได้ยิน มองไม่ได้เห็น แต่สวยงาม
เราไม่จำเป็นต้องห้ามความคิดถึง
ผมคิดถึงคุณ... เท่าที่หัวใจของผมจะเอื้ออำนวย


ผมคิดถึงคุณ... ตามอัตภาพ

คิดถึงตามอัตภาพ: ตอนที่ 9 นาฬิกา

คุณเคยให้ของขวัญวันเกิดผม
นาฬิกาเก๋ๆ
หย่อนลงบนมือผมเบาๆ
รับไออุ่นของหัวใจคุณผ่านกล่องใบเล็กๆ

ถ้าความคิดถึงของผมเป็นนาฬิกา
ก็คงจะเป็นนาฬิกาที่เดินไม่มีวันหยุด
และจะบอกเวลาเพื่อคุณคนเดียว
คุณที่ทำให้หัวใจผมสุขสันต์
คุณที่ทำให้หัวใจผมเจ็บปวด
คุณ... ที่เป็นเหมือนหัวใจของผม

ผมมองนาฬิกาเรือนเดิมๆ ของผม
นาฬิกาที่ผมไม่เคยเบื่อมันเลย
มันยังคงเดินไม่มีวันหยุด
เหมือนกับความคิดถึงของผม
เวลาของผมยังเป็นของคุณ
มันว่างเปล่าเหลือเกินเมื่อคุณจากไป
เข็มนาฬิกาไม่เหมือนเดิม
มันเดินช้าลงกว่าเดิม
นาฬิกาของผมไม่เหมือนเดิม
ผมคิดถึงคุณ

September 13, 2013

คิดถึงตามอัตภาพ: ตอนที่ 8 ฤดูหนาว

ต้นไม้สองข้างทางดูเหงาๆ
ผมพบคุณครั้งแรกเมื่อฤดูหนาวนั้น
ปลายเดือนธันวาคม
คุณคือเช้าวันคริสต์มาสของผม

ถ้าความคิดถึงของผมเป็นของขวัญ
ผมก็คงจะมอบให้คุณได้ทุกวัน
เพราะความคิดถึงของผมไม่มีวันหมด
ผมคิดถึงคุณแม้เราจะไม่ได้เจอกันวันเดียว
ผมคิดถึงคุณแม้เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
คุณคือเช้าวันคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยของขวัญ... สำหรับผม

คุณเขียนการ์ดปีใหม่ให้ผม
การ์ดที่คุณทำขึ้นเอง
ภาพถ่ายของคุณกับครอบครัว
ภาพถ่ายของคุณกับสิ่งที่ผมไม่มี
คุณเขียนคำอวยพรให้ผม
คำสัญญาที่คุณให้ไว้กับผม
ว่าคุณจะเป็นทุกสิ่งที่ผมไม่มี
คุณผู้ซึ่งมากับฤดูหนาว
คุณผู้ซึ่งจากไปกับฤดูหนาว
สัญญาของคุณไม่อยู่แล้ว